
TTCLคว้างานใกล้หมื่นล.
ปีนี้ฉลุยงานในมือพุ่ง3.1หมื่นล้าน‘QLT’จุกค่าแรงกดกำไรรายได้โตต่ำ
ปีนี้ฉลุยงานในมือพุ่ง3.1หมื่นล้าน‘QLT’จุกค่าแรงกดกำไรรายได้โตต่ำ
TTCL คว้างานโรงไฟฟ้า 1 หมื่นล้าน ดันงานในมือพุ่ง 3.1 หมื่นล้าน ด้าน QLT ค่าแรงกดรายได้ปีนี้โต 5%
นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงิน และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้รับหนังสือแจ้งจำนง 2 ฉบับ ว่าจะได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า 3 โครงการ ซึ่งมีมูลค่างานเฉพาะในส่วนของบริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ประกอบด้วย งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าโรงละ 120 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการประมาณ 6,500 ล้านบาท จะเริ่มงานไตรมาส 4 ปี 2556 ถึงปี 2559 และงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 120 เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 3,300 ล้านบาท คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3 นี้
ผลการรับงานดังกล่าวทำให้มีงานใหม่เข้ามาปีนี้ 2 หมื่นล้านบาท ขาดจากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้เพียง 5,000 ล้านบาท และทำให้งานในมือปีนี้เพิ่มเป็น 3.1 หมื่นล้านบาท
“หลังได้งานนี้เข้ามาทำให้ปีนี้และปีถัดไปของบริษัทจะทำรายได้และการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน ซึ่งปีนี้คาดว่ารายได้จะโตจากปีก่อนประมาณ 30% หรือปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และปีหน้าโตอีก 25%”
ด้านนายสรรพัชญ์ รัตคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลลีเทค (QLT) กล่าวว่า ได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ลงจากเดิมที่ตั้งเป้ารายได้โต 10% ลดเหลือเพียง 5% เท่านั้น โดยปีก่อนมีรายได้ 406 ล้านบาท และหวังเพียงประคองอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับ 20% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนที่ทำได้ 23% ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกทำได้ 19%
ทั้งนี้ การลดเป้าหมายรายได้และประคองอัตรากำไรนั้น เนื่องจากมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของค่าแรงที่ปรับขึ้น 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ทำให้กระทบต่อการเติบโตของกำไร ประกอบกับแรงงานหายากมากขึ้น และการที่บริษัทไม่ได้รับงานประมูลตรวจสอบการวางท่อก๊าซของบริษัท ปตท. สายนครสวรรค์ ด้วย
“บริษัทมีต้นทุนค่าแรงงานคิดเป็น 30% ของต้นทุนโดยรวมทั้งหมด แต่หลังต้องปรับค่าแรงและเงินเดือนให้พนักงานตามเกณฑ์ ทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 1415% ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงมาก ขณะที่บริษัทปรับราคาขายการบริการกับลูกค้าได้เพียงบางส่วนหรือขึ้นไม่ถึง 10% และคาดว่าคงไม่สามารถปรับได้ทันตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าแรงงานไทยขาดแคลน ประกอบกับว่าจะมีเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เข้ามาจะส่งผลให้เกิดการแย่งแรงงานอีกในอนาคต” นายสรรพัชญ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัททำได้คือการทำความเข้าใจกับลูกค้าในการทยอยปรับราคาขึ้น พร้อมกับการตุนสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทเพื่อหาซื้อเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในงานบริการตรวจสอบมากขึ้น เพื่อเข้ามาช่วยเสริมแรงงานที่เริ่มหายาก และทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทมีงานที่รอรับรายได้ทั้งหมด 280 ล้านบาท แบ่งเป็นรับรู้รายได้ปีนี้ 230 ล้านบาท และปี 2557 อีก 50 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2 จะใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่มีรายได้ 93 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 18 ล้านบาท แต่คาดว่ารายได้ไตรมาส 3 และ 4 จะดีกว่ามากหากงานที่กำลังเจรจาซึ่งมีมูลค่างานขนาดใหญ่ได้รับการประมูล







