
ฟิลิปปินส์รุกผนึกอาเซียนผุดท่องเที่ยวเชื่อมโยง
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่มีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม เพื่อผลักดันให้ตลาดของภูมิภาคนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป
รามอน อาร์. ฮีเมเนซ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ชี้ว่าหากประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่รวมตัวกันส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงกัน ก็เชื่อว่าอีกไม่นานอัตราการเติบโตด้านนี้ของบางประเทศจะชนเพดานและเริ่มทรงตัว
แต่หากร่วมมือกันจะสามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องพัฒนาการเดินทางแบบเชื่อมต่อให้ดีขึ้น เพื่อทำให้ทั้งกลุ่มสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะตอนนี้ทุกคนกำลังมองมาที่ภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นจะต้องทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวประเทศอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น
“ฟิลิปปินส์เห็นด้วยกับแผนซิงเกิล วีซ่า หรือการขอวีซ่าครั้งเดียว แล้วสามารถเดินทางได้ทั่วอาเซียน โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจาก 155 ประเทศทั่วโลกรวมสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ มาเที่ยวฟิลิปปินส์ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า”
ฮีเมเนซ กล่าวถึงแผนการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ ว่า รัฐบาลมีแผนเชิงรุกมากขึ้นกว่าเดิม มีทวินนิ่งโปรแกรม หรือการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวคู่กัน เช่น เส้นทางช็อปปิ้งมะนิลากับกรุงเทพฯ หรือสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย โดยฟิลิปปินส์มีจุดเด่น คือ การเป็นประตู (เกตเวย์) สู่อาเซียน สำหรับนักท่องเที่ยวจากสหรัฐและแคนาดา ซึ่งหากแผนเชื่อมโยงนี้สำเร็จ ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาเที่ยวอาเซียนได้ง่ายและพักอยู่นานขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสที่สดใส ฮีเมเนซ ได้ชี้ถึงจุดอ่อนของภาคการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอที่จะตอบรับความต้องการของนักท่องเที่ยว แผนจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกำลังดำเนินการตอนนี้ คือ การปรับปรุงสนามบินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางเชื่อมต่อกับประเทศอื่น และพัฒนาถนนและสะพานให้ดีขึ้น สำหรับการเดินทางภายในประเทศ
“นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ หรือ 98% เดินทางโดยเครื่องบิน เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นเกาะ ไม่มีชายแดนติดกับประเทศอื่น ดังนั้นจึงต้องมีแผนพิเศษเพื่อดึงนักท่องเที่ยว ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการบินให้ดีขึ้น”
ทั้งนี้ ปัจจุบันฟิลิปปินส์มีสนามบินมากกว่า 80 แห่ง แต่มีสนามบินนานาชาติเพียง 6 แห่งเท่านั้น แต่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 12 แห่งในปี 2559
ส่วนด้านห้องพักนั้น มีเป้าหมายเพิ่มอีกประมาณ 1.1 หมื่นห้อง ภายในสิ้นปีนี้ และขยายจำนวนต่อเนื่องอีก 3.74 หมื่นห้อง ภายในปี 2559 จากจำนวนห้องพักโรงแรมในกรุงมะนิลา 1.35 แสนห้อง ในปัจจุบัน
นอกจากปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ฟิลิปปินส์ก็จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถของบุคลากรด้านท่องเที่ยว เพื่อให้มีทักษะในการทำงานที่ดีขึ้น เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์มีการพัฒนาด้านนี้น้อยมาก
“ประธานาธิบดีเบนิญโญ อาควิโน บอกว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่การนับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลงจากเครื่องบินเท่านั้น แต่จะต้องนับจำนวนการสร้างงาน การเติบโตของธุรกิจ การสร้างรายได้ และการเพิ่มผลิตภาพของคนด้วย ท่านให้ความสำคัญและเน้นเรื่องการท่องเที่ยวมาก มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ”
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ 10 ล้านคน และนักท่องเที่ยวในประเทศ 55-56 ล้านคน ในปี 2559
พร้อมกันนี้ยังคาดหวังว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวจากประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปัจจุบัน เป็น 11-12% ของจีดีพีในปี 2559 และเพิ่มการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวจากประมาณ 4 ล้านคน เป็น 7 ล้านคน ในปี 2559
สำหรับด้านนักท่องเที่ยวไทยนั้น ฮีเมเนซ บอกว่า เดินทางมาฟิลิปปินส์เฉลี่ยเดือนละ 4,000 คน ขณะที่มีชาวฟิลิปปินส์เดินทางไปเที่ยวไทยจำนวนพอสมควรเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่คนสองชาติชอบเหมือนกันก็คือ การช็อปปิ้ง
นอกจากนี้ ชาวฟิลิปปินส์ก็ยังชอบรสชาติอาหารไทย ตอนนี้พูดได้ว่า ธุรกิจร้านอาหารไทยเติบโตมาก โดยในกรุงมะนิลาตอนนี้ มีร้านอาหารไทยประมาณ 100 ร้าน
ฮีเมเนซยังหยอดคำหวานทิ้งท้ายด้วยว่า ฟิลิปปินส์มองว่าประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมการท่องเที่ยว และชื่นชมแผนการท่องเที่ยวของเมืองไทยมาก







