
ปัจจัยใน-นอกประเทศกดดันเงินบาทผันผวน
สัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 29.50-29.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวผันผวนตามปัจจัยภายในประเทศมากกว่าปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 29 พ.ค. และประเด็นที่ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับ 4 มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจนำมาใช้เพื่อควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดพันธบัตรไทย
สัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 29.50-29.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวผันผวนตามปัจจัยภายในประเทศมากกว่าปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 29 พ.ค. และประเด็นที่ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับ 4 มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจนำมาใช้เพื่อควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดพันธบัตรไทย
ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคโดยมากอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ตามคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะหยุดใช้มาตรการ QE ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐหลายตัวที่ออกมาอ่อนแอ เช่น ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว และดัชนีราคาผู้บริโภคที่ลดลงมากกว่าคาดในเดือน เม.ย. ตลอดจนดัชนีการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน พ.ค. และยอดสร้างบ้านใหม่ที่ออกมาน่าผิดหวัง อาจบ่งชี้ว่าเฟดไม่ควรรีบถอนมาตรการ QE
สำหรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ระยะ 1 ปี อยู่ที่ 2.32% และ 2 ปี อยู่ที่ 2.6% ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 2 ปี อยู่ที่ 2.7% ปรับขึ้นจาก 2.68% จากสัปดาห์ก่อน สภาวะตลาดหุ้นกู้ในตลาดแรกในช่วงนี้จะเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หลายรายตั้งแต่อายุ 35 ปี อัตราผลตอบแทนประมาณ 3.5-4.10% ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เน้นขายนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก หุ้นกู้ตลาดรองที่มีปริมาณการซื้อขายมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือประมาณ 13 เดือน ซึ่งอัตราผลตอบแทนมีการปรับตัวลดลงประมาณ 37 bps และอีกกลุ่มคือกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี โดยอัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันปรับตัวลดลงประมาณ 510 bps
ค่าเงินบาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 29.7 ปรับแข็งค่าขึ้นหลังผู้ว่าการ ธปท. ประชุมกับกระทรวงการคลังไม่ได้มีการหารือมาตรการใดเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาท และยืนยันว่ายังไม่ได้รับแรงกดดันใดๆ ในการประชุม กนง.ครั้งหน้า ทำให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงตามการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะหยุดใช้มาตรการ QE
ทั้งนี้ นักลงทุนต้องจับตามองความคิดเห็นทางการเกี่ยวกับการจัดการการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจยังมีปัจจัยที่สำคัญหลายปัจจัย โดยเฉพาะการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสแรกปี 2556 จากสภาพัฒน์ที่จะรายงานในวันจันทร์นี้ ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 29.75
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2956 เงินยูโรปรับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนที่ดูไม่สดใส จากตัวเลขจีดีพีหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน และอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.อยู่ในระดับต่ำที่ 1.2% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี บ่งว่าอีซีบีจะดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.2862
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 101.84 อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า และเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังสหรัฐรายงานตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือน เม.ย.ที่ออกมาดีกว่าคาด บ่งชี้ถึงพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น จึงหนุนให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าได้อย่างต่อเนื่อง แต่การอ่อนค่าของเยนอาจถูกจำกัดด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ดูดีขึ้น ซึ่งจีดีพีในไตรมาสแรกปี 2556 ขยายตัว 3.5% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าตลาดคาด ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 102.38







