
ก้าวใหม่"สินค้าโอท็อป"คนไทยฮิตใช้ ต่างชาติหลงรัก
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เปิดใจ “ขวัญชัย วงศ์นิติกร” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กับการสร้างโอท็อปไทยให้เข้มแข็งและสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ช่วยให้คนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลพึ่งพาตัวเองได้ และทำให้สินค้าภูมิปัญญาไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก
ปัจจุบันสินค้าโอท็อปไทยที่มีจำนวน 71,739 ราย แบ่งเป็น สินค้าประเภทเอ จำนวน 5,687 สินค้า สินค้าประเภทบี จำนวน 15,168 สินค้า สินค้าประเภทซี จำนวน 23,489 สินค้า และสินค้าประเภทดี จำนวน 27,395 สินค้า โดยเป้าหมายสำคัญต้องการให้สินค้าประเภทซีและดีเข้าสู่ระดับบีและเอมากขึ้น
จุดเด่นของสินค้าประเภทเอ คือ สินค้าดาวเด่น มีคุณภาพสูงสุด ส่งออกไปขายในต่างประเทศ ส่วนสินค้าประเภทบี คือ สินค้าที่มีเอกลักษณ์ มีประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญาของชาวบ้าน ผลิตได้จำนวนจำกัด และต้องสั่งผลิตเท่านั้น ส่วนสินค้าประเภทซีและดี คือ สินค้าหลากหลายประเภท คุณภาพปานกลาง ผลิตได้มาก และมีขายในท้องถิ่น
รวมทั้งต้องการผลักดันสินค้าโอท็อปที่อยู่ในประเภทเอก้าวเข้าไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ หากสร้างยอดขายได้ถึง 3040 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องให้กระทรวงอื่นมาดูแลต่อไป เพราะกรมการพัฒนาชุมชนจะมุ่งพัฒนาและช่วยเหลือโอท็อปเท่านั้น
สินค้าโอท็อปไทยที่มีอยู่ 5 ประเภท แบ่งเป็น อาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ถือเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ จึงต้องปรับกลยุทธ์ให้สินค้าแต่ละประเภทประชาชนซื้อได้สะดวกมากที่สุด
ที่ผ่านมาช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอท็อปส่วนใหญ่อยู่ในท้องถิ่นตัวเอง และออกงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐจัดขึ้น ไม่มีช่องทางขายใหม่ๆ หากขยายช่องทางขายสินค้าเพิ่มขึ้นจะส่งผลดีให้โอท็อปไทยมีรายได้และสร้างแบรนด์ให้คนทั่วประเทศรู้จัก
ทั้งนี้ จะมุ่งจับมือกับหน่วยงานราชการ กระทรวง และเอกชนต่างๆ เปิดพื้นที่จำหน่ายในทุกจังหวัด ทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้าในปั๊มน้ำมัน ปตท. อยู่ในรูปแบบชั้นวางสินค้า เปิดร้านโอท็อปในห้างค้าปลีก บิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส บริษัท ไปรษณีย์ไทย ให้มีช็อปและแค็ตตาล็อกสินค้าโอท็อปวางจำหน่ายทุกแห่ง ซึ่งประชาชนสามารถสั่งสินค้าและให้ไปรษณีย์จัดส่งได้ทันที และอนาคตอาจขอความร่วมมือให้สถานที่ราชการทุกแห่งมีสินค้าโอท็อปวางจำหน่าย
พร้อมกันนี้จะร่วมมือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท บ.ข.ส. เพื่อให้มีช็อปจำหน่ายสินค้าโอท็อปในทุกพื้นที่ของไทยและขยายช่องทางขายใหม่ๆ เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ทั้งจะจับมือกับธนาคารของรัฐและธนาคารต่างๆ เพื่อให้โอท็อปมีช่องทางเข้าถึงทางการเงินและทำธุรกรรมกับร้านค้าต่างๆ ได้สะดวกขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงระบบขนส่งผ่านช่องทางต่างๆ ให้สินค้าโอท็อปไทยเข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็ว นอกจากนี้ จะขยายความร่วมมือไปยังต่างประเทศเพื่อให้สินค้าไทยไปจำหน่ายในต่างประเทศได้
“อุปสรรคสำคัญของโอท็อปไทยอยู่ที่ไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้า ไม่มีระบบกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และไม่รู้วิธีการ บริหารการเงิน”
หากแผนทั้งหมดทำได้สำเร็จจะช่วยให้สินค้าโอท็อปไทยเข้มแข็งมากขึ้น ทำให้ยอดขายสินค้าโอท็อปในปี 2556 อยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มียอดขายรวม 7.5 หมื่นล้านบาท โดยต้องการผลักดันให้ยอดขายสินค้าโอท็อปเติบโตปีละ 15% และตั้งเป้าหมายภายในปี 2558 จะสร้างยอดขายถึงระดับ 1 แสนล้านบาท
ท้ายที่สุด ให้สินค้าโอท็อปประเภทเอและบีที่เป็นสินค้าคุณภาพสูงสุดมีเอกลักษณ์และมีความแตกต่างในตลาดโลก ได้รับความนิยมจากคนไทยสูงและคนต่างชาติสนใจซื้อสินค้าสูงสุด กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ต่างชาติต้องการซื้อ มีราคาสูง จนเป็นที่ต้องการในระดับใกล้เคียงกับแบรนด์ระดับโลก เช่น หลุยส์ วิตตอง ที่คนทั่วโลกต่างยอมรับและได้รับความนิยมสูงสุด







