posttoday
อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย

09 พฤษภาคม 2556

สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมมีประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมานำเสนอ ทั้งนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะเกาะกระแสประเด็นการลดหรือไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่กำลัง Hot มากในขณะนี้ แต่สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอ คือ ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางหลายแห่งที่กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ เช่น ธนาคารกลางยุโรป ออสเตรเลีย และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการบ่งบอกว่าภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังกลับมาชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกประเทศ แต่ขึ้นกับลักษณะโครงสร้างของเศรษฐกิจแต่ละประเทศว่าพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน หรือ มีปัญหาภายในหรือไม่ ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมมีประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมานำเสนอ ทั้งนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะเกาะกระแสประเด็นการลดหรือไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่กำลัง Hot มากในขณะนี้ แต่สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอ คือ ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางหลายแห่งที่กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ เช่น ธนาคารกลางยุโรป ออสเตรเลีย และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการบ่งบอกว่าภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังกลับมาชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกประเทศ แต่ขึ้นกับลักษณะโครงสร้างของเศรษฐกิจแต่ละประเทศว่าพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน หรือ มีปัญหาภายในหรือไม่ ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

ทั้งนี้ ผลการประชุมธนาคารกลางของประเทศต่างๆครั้งล่าสุด พบว่า

l ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่ามีโอกาสเพิ่มหรือลดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการซื้อสินทรัพย์ (QE) ซึ่งปัจจุบันมีขนาด 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน การส่งสัญญาณดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดการเงินตีความว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสลดขนาดของวงเงินซื้อพันธบัตรลงในปี 2557 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐดูดีขึ้นตามลำดับ โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว ซึ่งทำให้ผมยกประเด็นการลดขนาดของการซื้อสินทรัพย์เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อตลาดการเงินในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในระดับและระยะเวลาที่ต่างกัน โดยผมคิดว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ราคาพันธบัตรเป็นสินทรัพย์แรกที่มีโอกาสปรับตัวลดลง ซึ่งก็จะกระทบต่อเนื่องต่อราคาหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุน สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แน่นอนคงหนี้ไม่พ้นที่จะเกิดแรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศ

l ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 0.50% ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองในเชิงลบอย่างมากต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยูโรโซน โดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องอย่างมากในแง่ที่ใช้มาตรการที่ตรงกับปัญหา ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่ม PIGS ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดวิกฤตการเงินโลก แต่ปรากฏว่า ECB กลับไม่ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งๆ ที่มีเสียงเรียกร้องมากมาย สำหรับมาตรการที่ ECB นำมาใช้ในช่วงนั้น คือ นโยบายด้านปริมาณเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งมีสัญญาณว่าอาจจะเกิดการขาดสภาพคล่องได้ โดยการปล่อยสินเชื่อระยะเวลา 36 เดือน หรือ LTRO ผลปรากฏว่า มาตรการดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาไซปรัสแต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุป ผมคิดว่า ECB ยังคงมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรป เนื่องจากทุกประเทศยังคงดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ในทางกลับกันกลับเห็นสัญญาณที่อ่อนมากขึ้นของประเทศหลัก อย่างเช่น เยอรมนี

l ธนาคารกลางออสเตรเลีย ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.75% โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียเคยรุ่งเรืองมากในช่วงที่ราคาถ่านหินอยู่ในระดับสูง การลดลงของราคาถ่านหินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทบต่อการส่งออกทำให้รัฐบาลต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศแทน ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงขยายตัวไม่มาก โดยราคาอสังหาฯยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุด สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวต่ำสุดในรอบ 35 ปี ส่งผลให้ตลาดการเงินคาดว่าดอกเบี้ยมีโอกาสลดลงได้อีก

l ธนาคารกลางอินเดีย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 7.25% เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจกำลังประสบปัญหาการชะลอตัวของการลงทุนภายในประเทศและการขาดดุลการค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของอินเดียโดยการขึ้นภาษีอาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ ดังนั้น ตลาดการเงินจึงคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอินเดียจะไม่ลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อชะลอตัว

l ธนาคารกลางเกาหลีใต้ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.75% เนื่องจากประเมินว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศเอง โดยปรับลดการเติบโตของ GDP ในปี 2556 ลงจาก 2.8% เหลือ 2.6% แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมนับตั้งแต่การลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเดือน ต.ค. 2555 เนื่องจากประเมินว่าดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 2.75% ยังคงเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงเป็นห่วงเรื่องภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ทั้งนี้ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจทำให้ตลาดการเงินประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงได้ในอนาคต

l ธนาคารกลางอินโดนีเซีย คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.75% โดยมีเหตุผลว่า เศรษฐกิจในประเทศยังคงเติบโตได้ดีถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ในขณะที่ความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อในอนาคตยังคงมีอยู่ ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ในปีหน้า

l ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5% แต่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับบัญชีพิเศษจาก 2.5% เป็น 2% ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งที่ 3 ติดต่อกัน เพื่อเป็นการลดอัตราการแข็งค่าของเงินเปโซ จากเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ควบคู่ไปกับมาตรการผ่อนคลายเงินทุนให้ไหลออกได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ส่งผลต่อเงินเฟ้อ คาดธนาคารกลางมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปีนี้

โดยสรุป ผมอยากจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารกลางมีความแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เหตุผลในการตัดสินใจดังกล่าวที่มีความชัดเจน เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ และสามารถอธิบายกับนักลงทุนได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย เพราะเราไม่มีทางทราบได้ว่าผลกระทบที่จะตามมาจากการตัดสินใจดังกล่าวคืออะไร เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินที่มีการเชื่อมถึงกันทั่วโลกเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถกำหนดหรือฝืนกลไกตลาดได้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความของผมในสัปดาห์นี้จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถวิเคราะห์กันได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยควรจะปรับลดหรือไม่ในการประชุมสิ้นเดือนนี้

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ...ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน