
คาดเงินสะพัดเปิดเทอมกรุงเทพ 2.4 หมื่นล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เปิดเทอมใหญ่ปี 2556 ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เปิดเทอมใหญ่ปี 2556 ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเกี่ยวกับการเปิดเทอมใหญ่ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นอีกช่วงที่บรรดาผู้ปกครองต่างต้องจัดสรรเงินไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้กับบุตรหลาน และในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของผู้ปกครองน่าจะมีแนวโน้ม “เพิ่มขึ้น” จากปีก่อน แม้ว่าจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาล แต่ก็ยังไม่เพียงพอและสร้างความหนักใจให้กับผู้ปกครองอยู่มากพอสมควร ดังนั้น ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมีการวางแผนและทำทุกวิถีทางเพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสในการเรียนต่อ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมปี 2556 ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ” ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2556 จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้
เปิดเทอมใหญ่ปี’ 56 ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ จับจ่ายเงินสะพัดกว่า 24,000 ล้านบาท
จากการสำรวจพบว่า ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ กว่า 89.3% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า ภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรหลานในปีนี้ “เพิ่มขึ้น” กว่าปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ทำกิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน อาทิ ค่ากิจกรรมวิชาการ ทัศนศึกษา ค่าเรียนเสริมทักษะต่างๆ (ดนตรี วาดภาพ ว่ายน้ำ เป็นต้น) ซึ่งผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,000-2,500 บาท แตกต่างไปตามเงื่อนไขของแต่ละโรงเรียน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นรองลงมา คือ ค่าศึกษาเล่าเรียนหรือค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน/อุปกรณ์การเรียน และค่าเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ตามลำดับ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การจับจ่ายในช่วงเทศกาลเปิดเทอมของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ปี 2556 จะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท ขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตั้งงบประมาณการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม “เพิ่มขึ้น” กว่าปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการบางส่วน จะช่วยแบ่งเบาภาระตรึงราคาสินค้า/จัดรายการส่งเสริมการขายก็ตาม นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนของกิจกรรมการศึกษาอื่นๆ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน ค่าเรียนกวดวิชา เป็นต้น
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นค่าเล่าเรียนมากที่สุด โดยภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ภายในโรงเรียนเอกชน ที่นอกจากยังคงต้องมีภาระค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าโรงเรียนรัฐบาลแล้ว ค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชนปีนี้ก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรองลงมา คือ ค่าเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญส่วนหนึ่งสำหรับการศึกษาของบุตร ในภาวะการแข่งขันทางการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
เรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ผู้ปกครอง “เพิ่มงบ” เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน
จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ กว่า 69.3% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม มีค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชา/เรียนเสริมทักษะ “เพิ่มขึ้น” ซึ่งนอกจากค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะในแต่ละคอร์สที่เพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่มองว่า อยากให้บุตรหลานเรียนเก่งขึ้น มีความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น จึงยังคงจัดสรรงบประมาณสำหรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และเลือกที่จะดูแลค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ให้สูงขึ้นมากเกินไป เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน เป็นต้น
ดังนั้น จากการให้ความสำคัญกับการศึกษา และการเรียนรู้เพิ่มเติมของผู้ปกครองที่มีต่อบุตรหลาน ส่งผลให้ปัจจุบันธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา รวมถึงธุรกิจเสริมทักษะทางด้านต่างๆ มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะในปี’ 56 น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 12-15% (YoY)
ในขณะเดียวกัน เมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ของบุตรหลาน ผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Leaning) ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับบุตรหลานมากขึ้นในปัจจุบัน พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การเรียนรู้ผ่านช่องทางดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อบุตรหลานแตกต่างกันออกไป โดยผู้ปกครองกว่า 69.5% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม มองว่า การเรียนรู้ผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำให้บุตรหลานสามารถเข้าถึง และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความยากที่จะควบคุมบุตรหลานไม่ให้ใช้สื่อ หรือทำการเรียนรู้ในสิ่งที่ผิดๆ ดังนั้น ผู้ปกครองก็อาจจะต้องให้ความสำคัญ คอยซักถาม อธิบาย ชี้แจง หรือติดตามพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สื่อดังกล่าวเกิดประโยชน์กับบุตรหลานให้มากที่สุด
เปิดเสรี AEC “เรียนภาษา” เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองวางแผนให้กับบุตรหลาน
จากการสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับประเด็นการเปิดเสรี AEC ที่จะมีขึ้นในปี 2558 พบว่า ผู้ปกครองประมาณ 57.5% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีการวางแผน/เตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานทางด้านการศึกษาไว้แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องของการให้บุตรหลานได้เรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น เพื่อต่อไปในอนาคต จะได้หางานทำได้ง่ายขึ้น และใช้เพื่อการสื่อสารกับประเทศต่างๆ ได้ ในขณะที่ผู้ปกครองอีก 42.5% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ยังไม่ได้มีการวางแผนใดๆ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ยังไม่ทราบว่าบุตรหลานจะประกอบอาชีพอะไรในอนาคต และมองว่าการเปิดเสรี AEC ไม่น่าจะเกิดผลกระทบอะไร และยังมีเวลาอีกพอสมควรที่จะเตรียมตัว
กล่าวโดยสรุปแล้ว แม้ว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับว่าการศึกษานับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อบุตรหลาน ส่งผลให้ผู้ปกครองยังคงจัดสรรเงินไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายในส่วนของกิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน รวมไปถึงค่าเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ที่มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ของบุตรหลานให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองสำหรับการศึกษาของบุตรหลานในระยะยาว ทางภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ ควรเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา คุณภาพครู/อาจารย์ และพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ภายในชั้นเรียนได้มากที่สุด และลดการพึ่งพิงการเรียนพิเศษจากโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ผู้ปกครองต้องแบกรับได้







