posttoday
ช้าง VS สิงห์ ชิงธงนันแอลกอฮอล์ 1.8 แสนล้าน

ช้าง VS สิงห์ ชิงธงนันแอลกอฮอล์ 1.8 แสนล้าน

08 พฤษภาคม 2556

เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ หรือนันแอลกอฮอล์ กลายเป็นขุมพลังก้อนใหม่สำหรับค่ายน้ำเมาระหว่าง ไทยเบฟเวอเรจ กับ กลุ่มสิงห์ ที่ต้องเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอ เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตนอกเหนือจากอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญของทั้งสองค่าย ซึ่งวางโมเดลธุรกิจ 3 ปี ไม่แตกต่างกันกับแผนสร้างรายได้นันแอลกอฮอล์ให้มีสัดส่วนเป็น 30% ของรายได้รวม

เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ หรือนันแอลกอฮอล์ กลายเป็นขุมพลังก้อนใหม่สำหรับค่ายน้ำเมาระหว่าง ไทยเบฟเวอเรจ กับ กลุ่มสิงห์ ที่ต้องเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอ เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตนอกเหนือจากอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญของทั้งสองค่าย ซึ่งวางโมเดลธุรกิจ 3 ปี ไม่แตกต่างกันกับแผนสร้างรายได้นันแอลกอฮอล์ให้มีสัดส่วนเป็น 30% ของรายได้รวม

วิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า นโยบายของ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ มีแผนผลักดันรายได้กลุ่มสินค้าปราศจากแอลกอฮอล์หรือนันแอลกอฮอล์เพิ่มเป็น 30% ภายในเวลา 3 ปีนับจากนี้ไป ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหลือที่ 70%

สำหรับยุทธศาสตร์ของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี มุ่งเน้นการซื้อกิจการมากกว่าการขยายธุรกิจด้วยตนเอง เพราะจะช่วยให้มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอกลุ่มนันแอลกอฮอล์ขยายได้เร็วกว่าการขยายธุรกิจเอง อย่างการเข้าซื้อกิจการ เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือเอฟแอนด์เอ็น ส่งผลให้ไทยเบฟฯ มีสินค้ากลุ่มนันแอลกอฮอล์เพิ่มจาก 18% เป็นเกือบ 30% เร็วกว่าแผนที่บริษัทตั้งเป้าไว้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไทยเบฟฯ มีรายได้นันแอลกอฮอล์ 67% จากการมีน้ำดื่ม โซดาตราช้าง ชาเขียวพร้อมดื่ม และร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ ขณะที่การเข้าซื้อกิจการเสริมสุขปลายปี 2554 รายได้กลุ่มนันแอลกอฮอล์เพิ่มเป็น 18% โดยมีน้ำดื่มคริสตัล และน้ำอัดลมเอส ซึ่งรายได้กลุ่มนันแอลกอฮอล์ไทยเบฟฯ ปีที่ผ่านมา 2.89 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็นจะทำให้สินค้าในพอร์ตมีความทับซ้อน เพราะเป็นอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ด้วยความโดดเด่นของสินค้า การวางตำแหน่งของสินค้า และช่องทางการตลาด ทำให้สินค้าแต่ละแบรนด์สามารถทำตลาดที่แตกต่างกัน เสริมในสิ่งที่แต่ละแบรนด์ไม่มีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

วิเชฐ กล่าวว่า ในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม โออิชิวางตำแหน่งเป็นสินค้ามีดีเอ็นเอญี่ปุ่น ส่วนชาฟรุท ที เป็นชาที่มีนวัตกรรมผสมกับผลไม้ ขณะที่น้ำดื่มตราช้างกับคริสตัล เจาะช่องทางร้านอาหารและร้านตู้แช่ ซึ่งเป็นช่องทางที่เสริมสุขมีศักยภาพและเชี่ยวชาญ ส่วนน้ำดื่มช้างมุ่งขยายช่องทางโรงแรม เป็นต้น

ขณะที่ก้าวต่อไปของไทยเบฟฯ วางเป้าหมายใช้กลุ่มนันแอลกอฮอล์บุกอาเซียน เพื่อเข้าไปกินตลาดที่มีประชากร 600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทวางสินค้าของเอฟแอนด์เอ็นเป็นอาเซียนแบรนด์ จากปัจจุบันธุรกิจนันแอลกอฮอล์ของกลุ่มเจริญในประเทศไทย ส่วนใหญ่ติดอันดับท็อปทรี ทำให้มองถึงการขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น

รายงานข่าว ปัจจุบันสินค้ากลุ่มที่ไทยเบฟฯ เป็นผู้นำตลาด อาทิ ชาเขียวโออิชิ มีส่วนแบ่ง 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์นมจากเอฟแอนด์เอ็น นมสเตอริไลส์ตราหมี ส่วนแบ่ง 98% นมข้นหวานคาร์เนชั่น เคยมีส่วนแบ่งสูง 60% ส่วนสินค้าจากทางเสริมสุข น้ำอัดลมเอส มีส่วนแบ่ง 19% เป็นอันดับ 3 น้ำดื่มคริสตัล อันดับสอง มีส่วนแบ่ง 19% เป็นต้น

ด้าน ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น กล่าวก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย การเติบโตเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดเบียร์มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท การเติบโตไม่เกิน 10% ดังนั้นธุรกิจต้องโตจากการขยายสินค้านันแอลกอฮอล์เพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพาธุรกิจเดียวมากจนเกินไป

การวางหมากของสิงห์และไทยเบฟฯ มีทางเดินที่แตกต่างกัน สำหรับค่ายสิงห์ เป้าหมายการขยายสินค้านันแอลกอฮอล์ มุ่งเน้นทำตลาดในไทยเป็นหลัก เพราะเป็นการสร้างแบรนด์เอง การทำตลาดจึงต้องเป็นขั้นตอนไป แตกต่างจากคู่แข่ง

ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์นันแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เปิดเผยว่า แผน 5 ปีของบริษัทต้องการขยายกลุ่มธุรกิจนันแอลกอฮอล์สัดส่วน 30% ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงระยะเวลา 3 ปีเท่านั้นกับเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีสัดส่วนรายได้เหลือ 70%

เป้าหมายที่บริษัทวางไว้ทำให้ในแต่ละปีต้องเปิดตัวสินค้าใหม่ 10 รายการ โดยปีนี้บริษัทได้เปิดตัวเครื่องดื่มเกลือแร่ซันโว ส่งผลให้สัดส่วนรายได้นันแอลกอฮอล์เพิ่มเป็น 1314% ย้อนหลังไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มนันแอลกอฮอล์มีสัดส่วนรายได้ 12%โดยมีเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์บีอิ้ง น้ำแร่เพอร์ร่า สาหร่ายมาชิตะ ข้าวพันดี ธุรกิจร้านเสื้อผ้าตราสิงห์ ธุรกิจร้านอาหารพาคาต้า ค่ายเพลง

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา สิงห์ยังทดลองทำตลาดสินค้า สบู่ แชมพู รวมถึงการวางแผนแตกธุรกิจเกษตรพลังงาน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสิงห์ คอร์ป ได้ร่วมทุนกับเอจีอาร์ กรุ๊ป โฮลดิ้ง ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 90 เมกะวัตต์

นอกจากนั้น ยังมีแผนจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 810 เมกะวัตต์ ที่ จ.กาญจนบุรี และจ.ชัยนาท จากเดิมมีแต่โซดาและน้ำดื่มสิงห์ โดยปัจจุบันโซดาสิงห์ยังเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลัก 80% และอีก 20% เป็นธุรกิจอื่นๆ ซึ่งแบรนด์ที่ได้หยุดทำตลาด เพราะไม่ประสบความสำเร็จ คือ ชาเขียวโมชิ หรือขนมขบเคี้ยวเอ็นจอย

เหตุผลสำคัญที่ค่ายเบียร์หันมาขยายกลุ่มสินค้านันแอลกอฮอล์มากขึ้น โดยโฟกัสไปที่ตลาดเครื่องดื่มเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยมูลค่าเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์มีถึง 1.8 แสนล้านบาท และในปีที่ผ่านมาตลาดเติบโตถึง 12%

นอกจากนี้ พฤติกรรมของคนทั่วโลก นอกเหนือจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังมีเครื่องดื่มหลักๆ แค่ 3 กลุ่มที่ผู้บริโภคจะต้องดื่มเกือบจะทุกวัน หากจะเลือกดื่มอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือ 1.กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ น้ำผลไม้ ฟังก์ชันนัลดริงก์ ชาเขียว นมพร้อมดื่ม 2.กลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม และ 3.กลุ่มน้ำดื่ม

จากปัจจัยทั้งหมดคงเห็นได้ว่าตลาดนันแอลกอฮอล์จากนี้อีก 3 ปีต้องดุเดือดแน่เมื่อยักษ์ไทยเบฟฯ กับ ยักษ์สิงห์ ต่างเทหน้าตัดรบชนิดจัดเต็มทุกรูปแบบ

ความพยายามสร้างอาณาจักรนันแอลกอฮอล์เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งของทั้งสองค่ายไทยเบฟฯ และสิงห์ เพราะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างแน่นอน หากมีการเปิดเออีซีจะมีแบรนด์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ต้องวัดฝีมือและยุทธศาสตร์การสร้างรายได้สัดส่วน 30% คงต้องจับตาเกมรบ 3 ปีนับจากนี้ให้ดี

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่