posttoday
บาทแข็งฉุดออร์เดอร์ส่งออกดอกไม้-เครื่องใช้ไฟฟ้าวูบหนัก

บาทแข็งฉุดออร์เดอร์ส่งออกดอกไม้-เครื่องใช้ไฟฟ้าวูบหนัก

24 เมษายน 2556

ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่ออุตสาหกรรมการส่งออกของไทย

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล/อนัญญา มูลเพ็ญ

ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่ออุตสาหกรรมการส่งออกของไทย โดยถึงแม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ปรับตัวเลขเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยอมรับว่าการส่งออกปีนี้คงจะลดต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

กล้วยไม้และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสองกลุ่มสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าเงินบาทที่ผันผวน โดยยอดการสั่งซื้อและการส่งออกลดลงมาก และสำหรับบางรายเดือดร้อนหนักถึงขั้นปิดกิจการ

วัชระ ทรัพย์สมบูรณ์ เลขานุการสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ลดลงไม่น้อยกว่า 10% จากมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้มูลค่า 3,0003,500 ล้านบาทต่อปี โดยเหตุที่ได้รวมปีละนับหมื่นกว่าล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นรับผลกระทบมากเนื่องจากซื้อขายเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

“หากเงินบาทยังแข็งค่าต่อไปอีกจนหลุดมาอยู่ที่ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็คงต้องเจรจาคู่ค้าเพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างน้อย 20% โดยต้องอธิบายให้เข้าใจถึงต้นทุนและความจำเป็นที่ปรับเพิ่มขึ้น และขอกำหนดราคาขายเป็นเงินบาทแทน จากเดิมเป็นเงินเหรียญสหรัฐและเงินเยน” วัชระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วัชระ ยอมรับว่า คงเป็นไปได้ยากที่จะขอเจรจาปรับขึ้นราคาสินค้าช่วงนี้ถึง 20% โดยเฉพาะประเทศที่มีการแข่งขันสูง เพราะสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเองก็ไม่ค่อยดี โดยตลาดส่งออกกล้วยไม้หลักของไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน รองลงมาเป็นกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่งออกกล้วยไม้เองก็ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้ามากขึ้น เนื่องจากกล้วยไม้เป็นสินค้าที่มีอายุความสดใหม่สั้นและบอบซ้ำง่าย จึงต้องให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อการเก็บรักษา แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มอื่นๆ เช่น ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ ปรับขนาดช่อ/ดอกให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ทั้งนี้

อุดม ฐิตวัฒนะสกุล นายกสมาคมไม้ดอก ไม้ประดับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 6% ซึ่งแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก บวกกับต้นทุนค่าแรงที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทำให้ต้นทุนราคาสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของไทยสูงขึ้น

ขณะเดียวกันภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็ยังชะลอตัวอยู่ จึงทำให้เกิดการชะลอคำสั่งซื้อ จนทำให้มีผู้ส่งออกบางรายเหลือออร์เดอร์ส่งออกกล้วยไม้เพียงสัปดาห์ละ 78 กล่อง จากปกติเคยส่งออกสัปดาห์ละ 120 กล่อง และผู้ส่งออกบางรายก็หยุดการส่งออกในช่วงนี้ เนื่องจากไม่คุ้มทุนที่จะส่งออก

ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ก็ประสบปัญหาค่าเงินบาทพ่นพิษเช่นกัน อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกกล้วยไม้ให้ได้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราการเจริญเติบโต 25% ต่อปี แบ่งเป็นกล้วยไม้ตัด 22% และต้นกล้วยไม้ 40% ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตกล้วยไม้เขตร้อนของโลก

โดยศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเลย 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนประสบปัญหาขาดทุนไปแล้ว และเมื่อแข็งค่าทะลุลงไป 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะยิ่งทำให้บางรายอาจถึงขั้นปิดกิจการ

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในภาวะเจอปัญหาการทุ่มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน และเมื่อเงินบาทแข็งค่าด้วยแล้วยิ่งทำให้ผู้ค้าบางรายหันไปนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลงกว่าการซื้อสินค้าในประเทศ

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศได้ขอให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลโดยออกมาตรการป้องกันการเข้ามาทุ่มตลาดแต่ก็ได้รับการชี้แจงว่าต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้เรารับออร์เดอร์ได้ยากมาก ซึ่งตัวเลขส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในไตรมาสแรกคงติดลบแน่นอน และยังเป็นโอกาสที่ทำให้มีการนำเข้าสินค้ามาดัมพ์ราคาทำลายสินค้าในประเทศ” ศุภชัย กล่าว

ด้านพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท. จัดประชุมเพื่อระดมสมองระหว่างประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อจัดทำมาตรการขอความช่วยเหลือภาคเอกชนเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไท ย(ธปท.)

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าที่รวดเร็วของเงินบาท ซึ่งตอนนี้แข็งค่าแล้ว 7% เทียบกับหลายประเทศที่เริ่มอ่อนค่าลงไปแล้ว เช่น เกาหลีใต้อ่อนลง 7% ญี่ปุ่นอ่อนลง 15% นั้นได้สร้างผลกระทบต่อภาคการส่งออกเป็นอย่างมาก จึงเห็นว่าถึงเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะหยิบมาตรการยาแรงที่เตรียมไว้ออกมาใช้ได้แล้ว เพื่อสร้างเสถียรภาพเงินบาทและเรียกความเชื่อมั่นแก่ภาคส่งออกให้กล้ารับออร์เดอร์สินค้ามากขึ้น“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 28 บาท/ดอลลาร์แล้ว และไม่มีใครรู้ว่าจะแข็งค่าไปกว่านี้อีกเท่าไร เพราะจากเดิมก็คาดกันไว้ว่าไม่เกิน 29 บาท/ดอลลาร์ แต่ขณะนี้ก็แข็งกว่าไปแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าแบงก์ชาติมีมาตรการยาแรงที่เตรียมอยู่เพียงแต่เปิดเผยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งหากนำมาใช้ตอนนี้เชื่อว่าเอกชนจะรับได้เพราะขณะนี้เกิดความระส่ำระสายในทุกอุตสาหกรรม” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์โอดบาทแข็งพ่นพิษแค่ไตรมาสแรกเริ่มขาดทุนแล้ว ชี้ฉุดส่งออกทรุดเอื้อนำเข้าสินค้าต่างประเทศทุบสินค้าไทย ด้าน ส.อ.ท. เตรียมประชุมกำหนดท่าทีก่อนหารือขอมาตรการเยียวยาจากก.พาณิชย์ธปท. “พยุงศักดิ์” หนุน ธปท. ออกมาตรการยาแรงชี้ใช้เวลานี้เอกชนรับได้

นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเลย 29 บาท/ดอลลาร์มาแล้วทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนประสบปัญหาขาดทุนไปแล้ว และเมื่อแข็งค่าทะลุลงไป 28 บาท/ดอลลาร์แล้วจะยิ่งทำให้บางรายอาจถึงขั้นปิดกิจการ

นอกจากนี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในภาวะเจอปัญหาการทุ่มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน และเมื่อเงินบาทแข็งค่าด้วยแล้วยิ่งทำให้ผู้ค้าบางรายหันไปนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลงกว่าการซื้อสินค้าในประเทศ

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศได้ขอให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลโดยออกมาตรการป้องกันการเข้ามาทุ่มตลาดแต่ก็ได้รับการชี้แจงว่าต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้เรารับออร์เดอร์ได้ยากมาก ซึ่งตัวเลขส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในไตรมาสแรกคงติดลบแน่นอน และยังเป็นโอกาสที่ทำให้มีการนำเข้าสินค้ามาดัมพ์ราคาทำลายสินค้าในประเทศ” นายศุภชัยกล่าว

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในวันที่24 เม.ย.นี้ ส.อ.ท. จัดประชุมเพื่อระดมสมองระหว่างประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อจัดทำมาตรการขอความช่วยเหลือภาคเอกชนเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าที่รวดเร็วของเงินบาทซึ่งตอนนี้แข็งค่าแล้ว 7% เทียบกับหลายประเทศอ่อนค่าลงไปแล้วเช่นเกาหลีใต้อ่อนลง 7% ญี่ปุ่นอ่อนลง 15% นั้นได้สร้างผลกระทบต่อภาคการส่งออกเป็นอย่างมาก จึงเห็นว่าถึงเวลาที่ ธปท. จะหยิบมาตรการยาแรงที่เตรียมไว้ออกมาใช้ได้แล้ว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้เงินบาทและเรียกความเชื่อมั่นแก่ภาคส่งออกให้กล้ารับ ออเดอร์สินค้าให้มากขึ้น

“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 28 บาท/ดอลลาร์แล้ว และไม่มีใครรู้ว่าจะแข็งค่าไปกว่านี้อีกเท่าไร เพราะจากเดิมก็คาดกันไว้ว่าไม่เกิน 29 บาท/ดอลลาร์ แต่ขณะนี้ก็แข็งกว่าไปแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าแบงก์ชาติมีมาตรการยาแรงที่เตรียมอยู่เพียงแต่เปิดเผยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งหากนำมาใช้ตอนนี้เชื่อว่าเอกชนจะรับได้เพราะขณะนี้เกิดความระส่ำระสายในทุกอุตสาหกรรม” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน