
ผู้นำแบงก์รายย่อยฟันกำไรงดงาม4%
โพสต์ทูเดย์
— กรุงศรีฯ เดินหน้าผู้นำธนาคารรายย่อยฟันดอกเบี้ยสูงกว่า 4%นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา เปิดเผยว่า นโยบายการขยายสินเชื่อเพื่อเป็นผู้นำด้านรายย่อยของธนาคารถือว่าเดินมาถูกทาง เพราะจะเห็นได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ต่างหันมาแข่งแย่งลูกค้ารายย่อยกันมาก เนื่องจากธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ไม่ค่อยดี แม้ธนาคารจะไม่ใช่ธนาคารขนาดใหญ่ แต่ตั้งเป้าหมายจะเป็นธนาคารที่มีกำไรสูงสุด
นายมาร์ค จอห์น อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ห่วงไตรมาส 4 มากที่สุด เพราะไตรมาสแรกผลประกอบการออกมาดี ขณะนี้อยู่ในไตรมาส 2 แล้ว ดังนั้นผลกระทบจะเห็นในไตรมาส 4 อย่างไรก็ดียังคงเป้าหมายสินเชื่อไว้ที่ 8% ไม่มีการปรับเป้าหมาย
นายมาร์ค กล่าวว่า ตอนนี้ธนาคารยังมีความมั่นใจอยู่สูงในด้านผลการดำเนินงาน แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองยังไม่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงในช่วงไตรมาส 34/ 2553
สำหรับปีนี้ธนาคารจะเน้นสร้างรายได้จากทรัพย์สินและกิจการที่ได้ซื้อมาก่อนหน้านี้ พร้อมกับประสานกับธุรกิจในเครือ โดยอาศัยฐานลูกค้า 8 ล้านราย ลูกค้าเช่าซื้อ ถึง 3 ล้านราย โดยธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ด้านสินเชื่อเช่าซื้อ และอันดับ 2 ด้านสินเชื่อบุคคล ขณะที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับสูงกว่า 4% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ดีมาก
นอกจากนี้ ธนาคารมีเป้าหมายอัตราการขายผลิตภัณฑ์ข้ามกลุ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 2 ผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้า 1 คน เป็น 2 เท่านายมาร์ค กล่าวว่า ธนาคารมีแผนจะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 8,000 ล้านบาทปีนี้ เพื่อลดระดับเอ็นพีแอลลงให้ต่ำกว่า 8% แบ่งเป็นขนาดเล็ก 23 กอง และทยอยขาย โดยคาดว่าจะสามารถลดหนี้เสียลงเหลือ 4.4 หมื่นล้านบาท จากระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท
สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายนั้นเชื่อว่าจะมีการปรับขึ้น 0.25 % ในช่วงไตรมาส 2/2553
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 1/53 ผลดำเนินงานของบริษัทเติบโตเป็นอย่างดีในทุกด้านทั้งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น สินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอี ซึ่งโครงสร้างสินเชื่อส่วนใหญ่ถึง 42% มาจากรายย่อย ที่เหลือมาจากรายใหญ่และเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ธนาคารจะมีการทบทวนการดำเนินงานในช่วงเดือน พ.ค.และก.ย.อีกครั้งตามปกติ ซึ่งปัจจุบันมองว่ายังไม่มีผลกระทบ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินผลเป็นระยะ
“
ตอนนี้เรายังมีความมั่นใจอยู่สูงในด้านผลการดำเนินงาน แต่ถ้าสถานการน์การเมืองยังไม่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงในช่วงไตรมาส 34/2553 ถ้าจบก็กระทบเหมือนกัน แต่เป็นการกระทบที่น้อยลง และมองว่าควรหยุดสถานการณ์บนท้องถนนหรือควรกดดันอย่างมีจรรยาบรรณ"นายมาร์ค กล่าวอย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของปีนี้ธนาคารยังเชื่อว่าสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2553 จะสูงกว่าปีก่อนที่มีกำไร 2,542 ล้านบาท โดยการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมทั้งการลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ซึ่งธนาคารจะเปิดประมูลขาย หนี้เสียในไตรมาส 2/53 จำนวน 8 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารจะเร่งสร้างประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งการสร้างรายได้และกำไรเพื่อผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และหากมีจังหวะและโอกาสที่ดีก็อาจจะพิจารณาซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมก็ได้
นายมาร์ค กล่าวว่า ขณะนี้ศักยภาพการดำเนินธุรกิจของธนาคารปรับตัวดีขึ้นมาก และมีฐานลูกค้าสูงถึง 8 ล้านราย แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 3 ล้านราย และรองลงมาเป็นสินเชื่อบุคคล จากเดิมที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งถือว่าการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยถือว่าเร็วกว่าคาดเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด และการที่อาร์/พี ปรับขึ้นธนาคารคาดว่าจะมีการปรับขึ้นในทิศทางเดียวกัน แต่การปรับอัตราดอกเบี้ยคงต้องรอดูสถานการณ์ตลาดและภาวะการแข่งขันควบคู่ไปด้วย







