
เวียดนามปฏิรูปส่งเสริมการลงทุน
เวียดนามเตรียมปฎิรูปส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมาเวียดนามได้ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ด้านส่งเสริมการลงทุนหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้ได้ให้สิทธิและประโยชน์ค่อนข้างมาก จนถูกวิจารณ์ว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก ทำให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในปี 2551 กล่าวคือ
เวียดนามเตรียมปฎิรูปส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมาเวียดนามได้ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ด้านส่งเสริมการลงทุนหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้ได้ให้สิทธิและประโยชน์ค่อนข้างมาก จนถูกวิจารณ์ว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก ทำให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในปี 2551 กล่าวคือ
ประการแรก แก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT Law) กำหนดจะให้การส่งเสริมการลงทุน โดยยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะกรณีบริษัทก่อตั้งใหม่เท่านั้น ไม่รวมการขยายกิจการ
ประการที่สอง ออกพระราชกฤษฎีกาหมายเลข 124/2008/NDCP ลงวันที่ 11 ธ.ค. 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2552 กำหนดให้ส่งเสริมการลงทุนทุกเขตที่ตั้งเฉพาะบริษัทก่อตั้งใหม่ในกิจการเทคโนโลยีสูง กิจการวิจัยและพัฒนา กิจการซอฟต์แวร์ กิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดโดยนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
กรณีเป็นธุรกิจทั่วไป จะอยู่ในข่ายได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรเฉพาะกรณีตั้งกิจการในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคม หรือในเขตเศรษฐกิจหรือเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป
จากการปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ข้างต้น ทำให้ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในเวียดนามซบเซาลงมาก แตกต่างจากเดิมที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง โดยเฉพาะโครงการลงทุนขยายกิจการจำนวนมากหยุดชะงักลง เช่น บริษัท ซัมซุง ที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนผลิตโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ฯลฯ ที่จังหวัดบั๊กนิญ ชานกรุงฮานอย ต่อมาปี 2553 ซัมซุงสนใจขยายกิจการอีก 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่อยู่ในข่ายยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ จนซัมซุงยื่นคำขาดเมื่อเดือน ก.ค. 2555 ว่าหากไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์จะยกเลิกการลงทุน
หลังเจรจาต่อรองยาวนานกว่า 2 ปี เมื่อเดือน ต.ค. 2555 รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติให้โครงการขยายกิจการของซัมซุงได้รับสิทธิและประโยชน์ ยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยพยายามหาช่องโหว่ของกฎหมาย เช่น กำหนดเงื่อนไขว่าโครงการใหม่ของซัมซุงต้องมีทำเลที่ตั้งห่างจากโครงการเดิมและหลังก่อตั้งโครงการใหม่แล้วเสร็จ จะควบรวมเข้ากับโครงการเดิมโดยทันที ซึ่งการลงทุนที่หยุดชะงักลงทำให้รัฐบาลเวียดนามทบทวนมาตรการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่โดยได้ดำเนินการ ดังนี้
ประการแรก เสนอแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสมัชชาแห่งชาติ เพื่อให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลครอบคลุมโครงการขยายกิจการ ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะได้รับความเห็นชอบกลางปี 2556
ประการที่สอง จะให้สิทธิและประโยชน์ทั้งแก่ผู้ประกอบธุรกิจตั้งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั่วไปและกิจการที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมทั่วไปอีกครั้ง โดยจะให้ได้รับยกเว้นภาษี 2 ปี และลดหย่อนกึ่งหนึ่งอีก 4 ปี ให้อุตสาหกรรมกระจุกตัวในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อให้ง่ายต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับและควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ครอบคลุมถึงนิคมอุตสาห กรรมเมืองขนาดใหญ่ ที่มีแผนพัฒนาเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการ การเงิน และวัฒนธรรม ของประเทศ
แต่นาย Phung Quoc Hien ประธานคณะกรรมาธิการด้านการเงินและงบประมาณของสมัชชาแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก โดยเห็นว่าเวียดนามได้เสนอให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรจำนวนมากอยู่แล้ว การให้สิทธิและประโยชน์แก่การตั้งในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและมีทำเลที่ตั้งเหมาะสม จะทำให้นักลงทุนสนใจไปลงทุนในพื้นที่ห่างไกลลดลง
ประการที่สาม กระทรวงการคลังเตรียมลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 25% เหลือ 23% ในปี 2557 และลดลงอีกเหลือ 20% ในปี 2559 แต่หลายฝ่ายเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรชะลอเวลาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไป ต้องการให้ลดลงเหลือ 20% ให้เร็วที่สุด
การปฏิรูปนโยบายส่งเสริมการลงทุนของเวียดนาม แม้ยังไม่ได้ผ่านกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ประสบผลสำเร็จอย่างมาก ปัจจุบันบริษัทต่างชาติจำนวนมากเริ่มหวนกลับไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย







