posttoday
กระตุ้นผู้ผลิตอาหารสัตว์ยกระดับคุณภาพ

กระตุ้นผู้ผลิตอาหารสัตว์ยกระดับคุณภาพ

12 เมษายน 2556

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง และไทยถือเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก แต่หากผู้ประกอบการรอช้า ไม่เร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันได้เช่นเดียวกัน

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากตลาดของเมืองไทยเป็นตลาดเปิดอยู่แล้ว ไทยมีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์มากในอุตสาหกรรมนี้ สามารถสู้ได้กับทุกประเทศในอาเซียน แต่เมื่อเกิดการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเข้ากับอาเซียนแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็ยังคงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ให้ได้ และรักษาความได้เปรียบให้คงอยู่

การปรับตัวจะต้องกระโดดข้ามออกไปใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้เทคโนโลยีมีไม่มาก ไม่ซับซ้อน สามารถร่วมกันปรับตัวได้พร้อมๆ กันทั้งระบบตั้งแต่เกษตรกรผู้ทำการเกษตรผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ จนกระทั่งผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ซื้ออาหารสัตว์ไปใช้ ที่ผ่านมาไทยเน้นการผลิตแบบเอาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันต้องเน้นคุณภาพมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ก็ไม่สำคัญ หากมุ่งเน้นการผลิตที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถต่อสู้ในตลาดเสรีได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่จำเป็นต้องช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยจัดทำคลัสเตอร์ เข้ามาร่วมกันปรับปรุงคุณภาพทั้งสายการผลิต เช่น ผู้เลี้ยงไก่ ต้องบอกได้ว่าอาหารสัตว์ที่ใช้ได้มาจากใคร มีคุณลักษณะ ส่วนผสมอะไรที่ใช้ในการผลิต แล้วอาหารสัตว์ที่ใช้ สามารถแข่งขันในตลาดได้หรือเปล่า ซึ่งการผลิตทั้งระบบจะส่งผลกระทบถึงกันทั้งหมด ดังนั้นผู้เลี้ยงไก่รายใหญ่อาจจำเป็นต้องคุยกับเกษตรกร ให้ความรู้ในการปลูกพืชที่ได้คุณภาพ เพื่อให้ได้ซึ่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และต้องหารือกับผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ผลิตให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ก่อนจะนำมาให้ไก่กินเป็นอาหาร

“สถานการณ์และความต้องการของลูกค้า รวมถึงการแข่งขัน จะเป็นตัวบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว พัฒนาตนเอง เพราะหากไทยพลาดนิดเดียว ไม่ยอมพัฒนาให้ทัน ก็จะมีโอกาสเสียแชมป์ให้กับเวียดนาม ที่ขณะนี้ผลิตอาหารสัตว์ได้ 14 ล้านตัน ขณะที่ไทยผลิตได้ 15 ล้านตัน” พรศิลป์ กล่าว

ขณะเดียวกันในเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ โดยอาจจะต้องมีการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อปลูกพืชวัตถุดิบแล้วนำเข้ามาใช้ในเมืองไทย ซึ่งเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น การทำการปลูกพืชแบบมีสัญญา (คอนแทรกต์ ฟาร์มมิง) กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลต้องผ่อนปรนการนำเข้ามาให้สะดวกกว่านี้ ไม่ใช่สนับสนุนให้ออกไปลงทุน แต่สุดท้ายติดปัญหานำเข้าไม่ได้ มีการกำหนดโควตาการนำเข้า หรือกำหนดฤดู ช่วงเวลาการนำเข้า ซึ่งก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีเออีซี ไทยก็ต้องพร้อมรับกับการเข้ามาแข่งขันของต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาลงทุนในสินค้าเกษตรจากประเทศที่ 3 ในประเทศอาเซียน เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งจะเข้ามาอย่างแน่นอน ไทยจึงจำเป็นต้องวางแผนรับมืออย่างดี หากอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนจะต้องมีแผนรองรับอย่างไร หรือหากไม่อนุญาตให้เข้ามาแล้วต่างชาติไปลงทุนในกัมพูชา ไทยจะมีแผนรับมืออย่างไร ไทยต้องมองมองตัวเองให้ออกว่าจะยืนอยู่ในอาเซียนในฐานะอะไร เพราะในอาเซียนแต่ละประเทศก็มีหน้าที่ของตัวเอง เช่น จะเป็นผู้ผลิต เป็นผู้ลงทุน หรือเป็นผู้ส่งออก

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่