
ยันเงินบาทไม่ใช่ผู้นำ‘มาเลเซีย’แข็งค่าสุด
ธปท.แจงเงินบาทไทยไม่ได้แข็งที่เดียว เผย 1 เดือนย้อนหลังเด้งแค่ 2.5% ไอซ์แลนด์ 6.7% มาเลเซีย 2.6%
ธปท.แจงเงินบาทไทยไม่ได้แข็งที่เดียว เผย 1 เดือนย้อนหลังเด้งแค่ 2.5% ไอซ์แลนด์ 6.7% มาเลเซีย 2.6%
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าการดำเนินมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (คิวอี) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จึงมีผลให้เงินทุนไหลไปทั่วโลก ไม่ได้ไหลเข้ามาที่ไทยเพียงแห่งเดียว แต่ก็ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นบ้าง ซึ่ง ธปท.ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.5% และมีค่าความผันผวนระดับปานกลางอยู่ที่ 5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินเยนมีค่าความผันผวนสูงถึง 12% ถือว่าผันผวนค่อนข้างสูงมาก
นอกจากนี้ หากดูสกุลอื่นทั่วโลกที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น จากมาตรการคิวอีของสหรัฐและญี่ปุ่น อาทิ เงินโครนาของไอซ์แลนด์ ก็มีเงินทุนไหลเข้า ทำให้แข็งขึ้น 6.7% ค่าเงินเปโซของเม็กซิโกแข็งค่าขึ้น 4% เข้าใจว่าเป็นผลจากบริษัทในสหรัฐหนีการลงทุนจากจีน หลังแรงงานจีนมีค่าแรงสูงขึ้นแล้วโยกไปลงทุนในแถบเม็กซิโกแทน ส่งผลให้ค่าเงินเม็กซิโกแข็งค่าขึ้นด้วย ส่วนค่าเงินวอนของเกาหลีใต้แข็งค่าขึ้น 7%
สำหรับประเทศในภูมิภาคนั้น ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียก็แข็งค่าขึ้นมา 2.6% ซึ่งมากกว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระดับ 2.5% ในเดือนนี้ เป็นผลจากแต่ละประเทศในภูมิภาคก็มีเหตุการณ์เฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเมือง อาทิ เกาหลีก็มีความไม่แน่นอนของภาวะสงคราม หรือภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจที่จะเข้าไปลงทุน ต่างจากไทยที่ปัจจัยยังดี จึงมีเงินทุนจากต่างชาติเข้ามา ส่งผลให้ค่าเงินบาทตีตื้นไล่ตามค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ทั้งๆ ที่ในปี 2555 เงินบาทค่อนข้างอ่อนค่า แข็งค่าเพียงระดับ 3% เมื่อเทียบกับเงินวอนของเกาหลีที่แข็งค่า 67%
อย่างไรก็ตาม แม้เงินบาทไทยจะแข็งค่ามากกว่าเดิม แต่ยังมีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง และไม่ได้แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค เพราะมาเลเซียแข็งค่ามากที่สุด 2.6%
นางจันทวรรณ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เป็นปรากฏการณ์ Catch Up หรือการไล่ราคาขึ้นเพื่อให้เท่ากับค่าเงินสกุลอื่น เนื่องจากปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าน้อยกว่าภูมิภาคมากเพียง 3% เทียบกับเกาหลีใต้ที่แข็งค่า 67%







