
แบงก์ลดดีกรีสินเชื่อบุคคลดับความร้อนแรง
การขยายตัวของสินเชื่อส่วนบุคคลเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและอุณหภูมิร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หลายฝ่ายพยายามที่จับตาเกรงว่าจะเกิดปัญหาการใช้เงินกู้จนเกินตัว ในที่สุดจะก่อให้เกิดหนี้เสียบานปลายและลุกลามมากขึ้น
การขยายตัวของสินเชื่อส่วนบุคคลเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและอุณหภูมิร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หลายฝ่ายพยายามที่จับตาเกรงว่าจะเกิดปัญหาการใช้เงินกู้จนเกินตัว ในที่สุดจะก่อให้เกิดหนี้เสียบานปลายและลุกลามมากขึ้น
ปัจจุบันสัดส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลในที่นี้คิดเป็นเพียง 8.8% ของสินเชื่อรายย่อยเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่มียอดรวมทั้งสิ้น 2.86 ล้านล้านบาท โดยมีประมาณ 45% เป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย อีก 28% เป็นสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์
ล่าสุด ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สินเชื่อส่วนบุคคลได้ขยับสูงขึ้นมา 28% ของสินเชื่อรวม จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับตาดูเป็นพิเศษ และเตรียมออกมาตรการสกัดความร้อนแรง
หลายคนคงสงสัยว่า ร้อนแรงแค่ไหน และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในปีที่แล้วสินเชื่อส่วนบุคคล เร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งในมิติจำนวนบัญชีที่อัตราการเติบโตขึ้น 10.8% และยอดสินเชื่อคงค้างก็เติบโต 18%
ในสิ้นปี 2555 มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 9.88 ล้านบัญชี และมียอดสินเชื่อคงค้างจำนวน 2.51 แสนล้านบาท เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านความต้องการสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในปลายปี 2554 และจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล
ประกอบกับด้านอุปทานสินเชื่อโดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่ได้หันมาดำเนินนโยบายการตลาดเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากเห็นโอกาสการขยายฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและค่าจ้างขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่ายังคงอยู่ในระดับไม่เกินค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2551-2555) คืออยู่ที่ระดับ 3%
อย่างไรก็ตาม จำนวนเอ็นพีแอลของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปรับเพิ่มขึ้น 28.1% นั้น เป็นการโตตามการขยายอัตราเร่งของสินเชื่อส่วนบุคคล อีกทั้งบางส่วนยังเป็นผลกระทบจากมหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งส่งผลถึงตัวเลขหนี้เสียในปีที่ผ่านมา และเมื่อคำนึงถึงการก่อหนี้ของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการซื้อรถยนต์ บ้าน ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ ทำให้คุณภาพหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
สำหรับภาพรวมแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราชะลอลงมาที่ระดับ 913% คิดเป็นยอดคงค้างสินเชื่อรวม 2.75-2.85 แสนล้านบาท
แม้ความต้องการสินเชื่อในปีนี้จะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอำนาจซื้อให้ประชาชน แต่การส่งสัญญาณเตือนของ ธปท. เกี่ยวกับการเร่งระดับขึ้นของหนี้ครัวเรือน รวมถึงขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ให้ลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการก่อหนี้ของลูกหนี้รายย่อย คาดว่าจะส่งผลโดยตรงในการขยายพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมบวกกับภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลคงจะมุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีประวัติดี ขณะเดียวกันจะมีความเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติลูกหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้การแข่งขันเรื่องราคาหรือการลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะลดน้อยลง
ขณะที่กระบวนการเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดมากขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมธุรกิจ ในการควบคุมระดับหนี้เสียไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
หากภาวะเศรษฐกิจในปีนี้สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง เงินเฟ้อก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวจะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองความสามารถในการชำระหนี้ ให้ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลนัก







