
SME มอนิเตอร์
วอชิงตัน กระทรวงสาธารณสุขและงานบริการสังคมสหรัฐ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ซึ่งเปิดทางให้ลูกจ้างในธุรกิจขนาดเล็กที่มีแรงงานน้อยกว่า 100 คน สามารถเลือกแผนดูแลสุขภาพได้เอง จากเดิมที่มีกำหนดเริ่มใช้ในปี 2557 ไปอย่างน้อยจนถึงปี 2558 โดยให้เหตุผลว่าผู้ให้บริการด้านการประกันยังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กในตลาดได้ทันเวลา ซึ่ง จอห์น เอเรนส์เมเยอร์ ประธานผู้บริหารองค์กรธุรกิจขนาดเล็กแห่งชาติ กล่าวว่า ความล่าช้านี้จะส่งผลให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและลูกจ้างขาดแรงกระตุ้นในการแข่งขัน
วอชิงตัน กระทรวงสาธารณสุขและงานบริการสังคมสหรัฐ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ซึ่งเปิดทางให้ลูกจ้างในธุรกิจขนาดเล็กที่มีแรงงานน้อยกว่า 100 คน สามารถเลือกแผนดูแลสุขภาพได้เอง จากเดิมที่มีกำหนดเริ่มใช้ในปี 2557 ไปอย่างน้อยจนถึงปี 2558 โดยให้เหตุผลว่าผู้ให้บริการด้านการประกันยังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กในตลาดได้ทันเวลา ซึ่ง จอห์น เอเรนส์เมเยอร์ ประธานผู้บริหารองค์กรธุรกิจขนาดเล็กแห่งชาติ กล่าวว่า ความล่าช้านี้จะส่งผลให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและลูกจ้างขาดแรงกระตุ้นในการแข่งขัน
บรัสเซลส์ ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) บางชาติในกลุ่มยูโรโซน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น เนื่องจากปัญหาวิกฤตหนี้ที่ส่งผลให้เงื่อนไขการกู้ยืมมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยข้อมูลของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) พบว่า แต่ละประเทศสมาชิก ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงเงินทุนไม่เท่ากัน โดยในธุรกิจขนาดเล็กในอิตาลีและสเปน จะต้องจ่ายอัตราการกู้ยืมมากกว่าธุรกิจในฝรั่งเศสและเยอรมนี และความไม่เท่าเทียมนี้มีอัตราที่จะเพิ่มมากขึ้น
ลอนดอน สถาบันการตรวจสอบบัญชีอนุญาตของอังกฤษและเวลส์ ออกโรงเตือนว่า การผ่อนปรนข้อบังคับการแจ้งข้อมูลทางบัญชี โดยเฉพาะบัญชีกำไรและขาดทุนของธุรกิจรายย่อยในประเทศที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานจดทะเบียนการค้า ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเตรียมบังคับใช้ในเร็ววันนี้ อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไม่มีฐานข้อมูลทางการเงินที่จำเป็นของธุรกิจรายย่อย ซึ่งอาจส่งผลให้ศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความเชื่อมั่นในตลาดลดลง และจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แคนเบอร์รา ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า ธุรกิจรายย่อยของออสเตรเลียในจีน หันมาทำธุรกรรมเพื่อการชำระสินค้าด้วยสกุลเงินหยวนกันมากขึ้น จากในปี 2552 ที่มีอัตราเพียง 1% ขณะที่รายย่อยของออสเตรเลียอีก 31% จากทั้งหมด 500 แห่งที่ดำเนินธุรกิจในจีน ใช้ทั้งสกุลเงินเหรียญสหรัฐและหยวนคู่กันไป แทนการพึ่งพาแต่เงินเหรียญสหรัฐอย่างเดียว ส่งผลให้ทั้งลูกค้าชาวจีนและเจ้าของธุรกิจแดนจิงโจ้ สามารถลดภาระต้นทุนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น







