
ไทยพาณิชย์ประเมินเศรษฐกิจปีนี้โตไม่ถึง5%
ไทยพาณิชย์ เชื่อ บาทแข็งไม่กระทบจีดีพีมาก คาดแกว่งตัวระดับ 28.5-29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ประเมินจีดีพีทั้งปีโต 4.7-4.9%
ไทยพาณิชย์ เชื่อ บาทแข็งไม่กระทบจีดีพีมาก คาดแกว่งตัวระดับ 28.5-29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ประเมินจีดีพีทั้งปีโต 4.7-4.9%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ โดยคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 จะขยายตัวได้ประมาณ 4.7-4.9% โดยสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าไม่น่ากระทบจีดีพีมากนัก
สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีผ่านปริมาณการส่งออกโดยรวมที่ลดลง โดยประเมินว่าหากเงินบาทแข็งค่าเป็น 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงราว 0.5% และทำให้การขยายตัวของ GDP ลดลง 0.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.9% เหลือ 4.7% ทั้งนี้ การประเมินข้างต้นอยู่บนสมมติฐานว่าปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบการส่งออก เช่น ความต้องการสินค้าในตลาดโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบมาก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มี profit margin ต่ำ ใช้วัตถุดิบจากในประเทศเป็นสัดส่วนสูง และพึ่งพาการส่งออกสูง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมแปรรูปผักและผลไม้ รวมถึงผู้ส่งออกข้าวและยางพารา เป็นต้น เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า การส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์หดตัวลง 5.8%YOY เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกยังมีมีค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการส่งออกของหลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่หดตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศเหล่านี้ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเหมือนค่าเงินบาท ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ช้าและยังมีความเสี่ยงของวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปหลงเหลืออยู่จับตามองการใช้จ่ายในประเทศ การใช้จ่ายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในปี 2556
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.0% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.8% โดยมองว่า ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวทำให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัว ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนราคาพลังงานไม่ได้เร่งตัวขึ้นราคาพลังงานในประเทศขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล โดยต้องติดตามนโยบายที่ได้มีการประกาศก่อนหน้านี้คือ การทยอยปรับขึ้นราคาแก๊ส LPG และ NGV ทั้งนี้ ผลกระทบจากการทยอยปรับขึ้นราคาแก๊สต่อเงินเฟ้อทั่วไปมีไม่มากนัก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทรงตัว และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 0.5%-3%
ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่า จะคงที่ที่ 2.75% เนื่องจากความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อมีน้อย แม้ว่าการส่งออกจะฟื้นตัวช้า แต่การใช้จ่ายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนสามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อมีการเร่งตัวขึ้น ดังนั้น จึงยังไม่ความจำเป็นในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้
ด้านค่าเงินบาทน่าจะแกว่งตัวในช่วง 28.5-29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ากว่าที่คาดไว้เดิม เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นได้อีกเนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย จับตาเงินทุนเคลื่อนย้ายและนโยบายของ ธปท. หลังจากที่ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคนใหม่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมีนาคมนี้ และประกาศว่าจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเป็น 2% (อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ -0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์) ตามแผนที่วางไว้ ในเบื้องต้น คงต้องติดตามว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะใช้วิธีการเพิ่มปริมาณเงินหรือไม่ ส่วนในประเทศไทย คงต้องดูว่านโยบายต่างๆ ของ ธปท. เช่น การส่งเสริมให้นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นจะช่วยสร้างสมดุลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้หรือไม่







