
ส่งออกไทยในเออีซีไม่รุ่ง
สินค้า 8 ตัวรวมข้าวยางติดกลุ่มดาวร่วงลงทุนยังแผ่วตามหลังอินโดฯมาเลย์
สินค้า 8 ตัวรวมข้าวยางติดกลุ่มดาวร่วงลงทุนยังแผ่วตามหลังอินโดฯมาเลย์
หอการค้าชี้ 3 ปี ภายใต้เออีซีไทยยังน่าห่วง ส่งออกลด 8 รายการ รวมข้าวและยาง แนะปรับตัวด่วน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงบทวิเคราะห์ “ประเมิน 3 ปี การค้าและการลงทุนภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” ว่า สถานะศักยภาพทางการค้าของไทยในอาเซียนมีทิศทางที่ไม่ดีนัก โดยในปี 2555 อยู่ในระดับที่ตกต่ำ สะท้อนจากอัตราการขยายตัวทางการค้าลดลง รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดปรับตัวลดลงเช่นกัน ในขณะที่ช่วง 12 ปีก่อนหน้า ไทยก็ยังอยู่ในระดับที่ไร้ทิศทาง
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากภาคการส่งออกไม่ขยายตัว โดยพบว่ามีรายการสินค้าที่ส่งออกลดลง 8 รายการ ได้แก่ 1.ข้าวสาร 2.ยางพารา 3.เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 4.สิ่งพิมพ์ 5.ผลิตภัณฑ์ยาง 6.ผลิตภัณฑ์พลาสติก 7.สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ 8.ไม้ ซึ่งก่อนหน้าที่ไทยจะเข้าไปอยู่ภายใต้เออีซี สินค้าเหล่านี้เคยมีการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
“ภาพรวมของไทยมีศักยภาพที่แข่งขันได้ แต่ในรายการสินค้าบางตัวต้องปรับปรุงด่วน เพราะการส่งออกลดลง เช่น ข้าว สิ่งทอ อาหาร ยาง ไม่เช่นนั้นจะถูกดึงส่วนแบ่งตลาดไป นอกจากนี้ควรใช้ประโยชน์จากเออีซีในเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบระหว่างกัน เพราะได้ลดมาตรการทางภาษี ซึ่งเดิมเคยเป็นอุปสรรคทางการค้า” นายอัทธ์ กล่าว
การส่งออกข้าวสาร ซึ่งเดิมไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ในประเทศอาเซียน แต่ขณะนี้การส่งออกมีอัตราลดลง 10.41% เทียบกับเวียดนามขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.68% พม่าขยายตัว 1.25% กัมพูชาขยายตัว 1.07% เนื่องจากผลผลิตข้าวของไทยต่ำกว่าเวียดนามและพม่า ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน และมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการข้าวซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีการแก้ไขโดยด่วน
ด้านสินค้าส่งออกไทยอื่นที่จัดอยู่ในอุตสาหกรรมดาวร่วง เช่น สิ่งทอ อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ มันสำปะหลัง กาแฟ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น ในขณะที่อุตสาหกรรมดาวเด่น ประกอบด้วย ยานยนต์ ผักและผลไม้ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เป็นต้น
“ต้องยอมรับว่ามองย้อนไป 3 ปี ไทยอยู่ในฐานะที่แย่ด้านมูลค่าการค้า ส่วนในอนาคตไทยจะมีการค้าที่ดีขึ้นแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับการปรับตัว” นายอัทธ์ กล่าว
การค้าการลงทุนของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนช่วง 3 ปี พบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนอันดับแรก มูลค่า 1.67 แสนล้านบาท เป็นประเทศที่มีศักยภาพในระดับห้าดาว เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวและส่วนแบ่งที่สูง รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 5.1 หมื่นล้านบาท มาเลเซีย 3.1 หมื่นล้านบาท ส่วนไทยมีการลงทุนเป็นอันดับที่ 4 มีมูลค่า 2.74 หมื่นล้านบาท สาขาที่มีการลงทุนมากที่สุด คือ การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 5% นั้น นายอัทธ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น โดยยังคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปี 2556 ขยายตัว 48%







