
ทางออกอนาคต 2563สู่เศรษฐกิจยั่งยืน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
พิมพ์เขียวประเทศไทย พ.ศ. 2563 หรือ Thailand Blueprint 2020 เป็นหนึ่งในโครงการของสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่มี สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นประธาน เพื่อระดมความเห็นจากหลายฝ่ายร่วมกันวิจัยภาพอนาคตของประเทศไทยในปี 2563 ที่แตกต่างจากเดิม แต่ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา
ในปี 2563 หรืออีก 7 ปีจากนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วนใน 3 ประเด็น คือ ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องลงทุนสูง เพราะยิ่งลงทุนในเด็กมากและเร็วเท่าใด จะยิ่งเพิ่มผลตอบแทนทางสังคมในเชิงบวกมากขึ้น ระบบธรรมาภิบาล ตระหนักถึงผลเสียจากการทุจริตคอร์รัปชัน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สุรินทร์ มองว่า ภาพรวมของ 5 ประเทศ ทั้งไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ถือว่ามีศักยภาพพอที่จะเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีทีเดียว ทั้งในเรื่องของกำลังการผลิตและกำลังซื้อ ขณะนี้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและจับจ้องที่จะเคลื่อนย้ายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน แต่ในส่วนของประเทศไทย กลับยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่มาก เพราะยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะด้านระบบการศึกษาของไทยที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเตรียมพร้อมเรื่องภาษาให้เด็กกล้าที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็น
กระนั้น ปัญหาที่สำคัญอีกประการสำคัญของประเทศไทย คือ คนไทยยังขาดภาพที่ชัดเจนที่ตัวเองมีส่วนร่วมกำหนดและเป็นเจ้าของ จนนำไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น สิ่งที่ควรเร่งทำ คือ การสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนในการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาขัดแย้งทางการเมืองและการทุจริตคอร์รัปชันเป็นตัวบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาชาวต่างชาติอย่างมาก
สุรินทร์ เชื่อว่า พิมพ์เขียวที่จะออกมานี้ จะช่วยตอบโจทย์ของประเทศได้ทุกด้าน โดยที่ไม่ต้องเน้นใช้ระบบประชานิยมจนเคยตัว อย่างกรณีของเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน แทนที่จะดูเฉพาะว่า รายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัว (จีดีพี) เพิ่มขึ้น ก็มาดูว่ารายได้ของคนที่ยากจนที่สุดควรจะอยู่ที่ไหน เพื่อกระจายรายได้ให้เป็นธรรม
การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นจะต้องมีความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือไปในทิศทางอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (กรีน อินดัสตรี) ที่ทั่วโลกกำลังเดินไป เพื่อรักษาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด รวมทั้งต้องเชื่อมโยงกรอบการทำงานนี้เข้ากับการที่ไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนในปี 2558
สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำตัวพิมพ์เขียวนี้ให้เสร็จภายใน 3 ปีนี้ ให้ทันกับการเข้าสู่เออีซี เพื่อใช้เป็นวิสัยทัศน์การวางรากฐานอนาคตประเทศไทยที่ยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ยังมองว่าเรื่องการต่างประเทศของไทยปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนให้มากกว่านี้ เพราะในอนาคตเงินลงทุนต่างๆ จะไหลเข้ามา และจะเกิดข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยในอนาคตเข้มแข็งและแข็งแรงพอที่จะก้าวสู่การแข่งขันในเวทีอาเซียน
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยได้เริ่มวางโรดแมปในการสร้างการมีส่วนร่วมของคนไทยทุกภาคส่วนให้มีมากขึ้นและเข้มแข็งขึ้น โดยจะมีการรณรงค์ให้ผู้นำการปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน
“หากสามารถแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่องให้มีช่องว่างลดลง ภาพของประเทศไทยในปี 2563 ก็น่าจะเป็นประเทศที่มีความเท่าเทียมกันในสังคม และสามารถลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้เหลือน้อยที่สุด นั่นจะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการรวมตัวของประชาคมอาเซียนได้มากที่สุด และกลายเป็นประเทศที่เข้มแข็ง” สุรินทร์ กล่าวทิ้งทาย
เช่นเดียวกับ ไซมอน เทย์ ประธานสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ที่มองว่าประเทศไทยยังมีความเข้มแข็งอยู่มาก ระบบเศรษฐกิจมีศักยภาพพอที่จะรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่การรวมตัวของประชาคมอาเซียนที่เกิดการเชื่อมโยง เคลื่อนย้ายระหว่างกัน ทำให้ประเทศไทยจะเน้นการลงทุนในสินค้าราคาถูกไม่ได้อีกแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เชื่อว่าไทยยังมีโอกาสในอาเซียนอีกมาก เพียงแต่จะคงย่ำอยู่กับที่ไม่ได้เท่านั้น
การรวมตัวของประชาคมอาเซียนในปี 2558 ถือเป็นแค่หลักไมล์หนึ่งเท่านั้นของการเริ่มต้น ถ้าพิมพ์เขียวตัวนี้ออกมาและประเทศสามารถใช้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ในภูมิภาคนี้ได้ ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ไม่ยาก







