
ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ปรับตัวเจาะทุกกลุ่มลูกค้า
ขึ้นชื่อว่า “นักท่องเที่ยว” ต่อให้โลกจะวุ่นวาย เศรษฐกิจจะขาลงขนาดไหน คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ดี แต่รูปแบบการท่องเที่ยวอาจจะเปลี่ยนไป จากที่เคยพักหรู อยู่อลังการ ก็อาจจะลดระดับลงมา ขอเพียงอยู่ได้ นอนหลับก็เพียงพอแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ดิ เอราวัณ กรุ๊ป หันมารุกตลาดนี้อย่างหนัก จากเดิมที่เน้นเอาดีกับโรงแรมหรู 5 ดาวอย่างเดียว
ขึ้นชื่อว่า “นักท่องเที่ยว” ต่อให้โลกจะวุ่นวาย เศรษฐกิจจะขาลงขนาดไหน คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ดี แต่รูปแบบการท่องเที่ยวอาจจะเปลี่ยนไป จากที่เคยพักหรู อยู่อลังการ ก็อาจจะลดระดับลงมา ขอเพียงอยู่ได้ นอนหลับก็เพียงพอแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ดิ เอราวัณ กรุ๊ป หันมารุกตลาดนี้อย่างหนัก จากเดิมที่เน้นเอาดีกับโรงแรมหรู 5 ดาวอย่างเดียว
“กมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมในเครือที่เปิดบริการแล้ว 16 แห่ง ห้องพักรวม 3,885 ห้อง ภายใต้สัญญาการบริหารโดยเครือโรงแรมชั้นนำ 5 เครือ คือ ไฮแอท, แมริออท, แอคคอร์, ไอเอชจี และสตาร์วูด
ในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 8 แห่ง คือ แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ระดับ 5 ดาว 380 ห้อง, เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ 5 ดาว 441 ห้อง คอร์ทยาร์ด โดยแมริออท กรุงเทพฯ 4 ดาว 316 ห้อง เมอร์เคียว สยาม 4 ดาว 189 ห้อง ไอบิส กรุงเทพฯ สาธร 3 ดาว 213 ห้อง ไอบิส กรุงเทพฯ นานา 3 ดาว 200 ห้องไอบิส กรุงเทพฯ ริเวอร์ไซด์ 3 ดาว 266 ห้อง และไอบิส กรุงเทพฯ สยาม 3 ดาว 189 ห้อง
ภูเก็ต 3 แห่ง คือ ไอบิส ภูเก็ต ป่าตอง 3 ดาว 258 ห้อง ไอบิส ภูเก็ต กะตะ 3 ดาว 258 ห้อง เดอะ นาคา ไอแลนด์ รีสอร์ท 5 ดาว 67 ห้อง สมุย 2 แห่ง คือ เรเนซองส์ เกาะสมุย 5 ดาว 78 ห้อง และไอบิส สมุย บ่อผุด 3 ดาว 209 ห้อง พัทยา 2 แห่ง คือ ไอบิส พัทยา 3 ดาว 254 แห่ง และฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา 4 ดาว 367 ห้อง และหัวหิน 1 แห่ง คือ ไอบิส หัวหิน 3 ดาว 200 ห้อง
ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนระยะ 5 ปี (2554-2558) เอาไว้ว่าจะลงทุนทั้งหมด 8,500 ล้านบาท ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 2,000 ล้านบาท เปิดโรงแรม 3 แห่ง คือ ไอบิส หัวหิน, เมอร์เคียว สยาม และไอบิส สยาม ส่วนปีนี้วางแผนใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ใช้เพื่อขยายโรงแรมในพัทยา 2 โครงการ 800 ล้านบาท ได้แก่ ก่อสร้างส่วนขยายโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา ที่มีอยู่เดิม และเพิ่มโรงแรมใเมอร์เคียว พัทยา อีกแบรนด์ ซึ่งจะเสร็จสิ้นในปี 2557 และจะส่งผลให้บริษัทมีห้องพักโรงแรมทุกแบรนด์ทุกพัทยารวมกันกว่า 1,000 ห้อง ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกระดับ ส่วนเงินทุนที่เหลือใช้เพื่อซ่อมบำรุงโรงแรมที่มีอยู่ โดยโครงการใหญ่ที่สุดคือ ซ่อมบำรุงโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อปรับปรุงโรงแรมให้ดูทันสมัยขึ้น หลังจากเปิดให้บริการมาแล้วถึง 20 ปี
ส่วนแผนขยายโรงแรมอื่นๆ นอกเหนือจากนี้คงจะเน้นที่โรงแรมไอบิส ซึ่งเป็นโรงแรมเจาะกลุ่มลูกค้าชั้นประหยัดเป็นหลัก เพราะจากการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคและปริมาณโรงแรมแต่ละตลาด พบว่า ความต้องการของผู้บริโภคเติบโตทุกระดับก็จริง แต่ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโรงแรมราคาประหยัด (บัดเจ็ท โฮเทล) เติบโตสูงสุด ดังนั้นบริษัทก็จะเน้นขยายโรงแรมไอบิส เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ พื้นที่ที่มองไว้จะยังเน้นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยที่นักท่องเที่ยวไปมาก โดยมีจุดศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก และหัวเมืองหลักทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการมองหาพื้นที่ที่มีศักยภาพอยู่
“ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ไอบิส ก็มีผลการดำเนินงานน่าพอใจ โดยเฉพาะช่วงที่ไทยมีปัญหาการเมืองวุ่นวาย โรงแรมไอบิสก็ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากลูกค้าที่ใช้บริการเป็นลูกค้าระดับกลางถึงล่าง หวั่นไหวกับสถานการณ์ต่างๆ น้อย และในอนาคตลูกค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งในยุคนี้เศรษฐกิจเอเชียเติบโต ดังนั้นคนในเอเชียก็จะเดินทางมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้นิยมใช้บริการบัดเจ็ทโฮเทลมาก โดยเฉพาะตลาดจีนเติบโตที่สุด”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรงแรมขนาดใหญ่หลายแห่งจะหันมาบุกตลาดทำโรงแรมบัดเจ็ท โฮเทล บริษัทก็ไม่กังวลเรื่องการแข่งขัน เพราะเชื่อว่าโรงแรมไอบิส มีจุดแข็งที่เหนือกว่าอยู่แล้ว ทั้งจากการที่บริษัทเริ่มต้นบุกเบิกตลาดนี้มาก่อน อีกทั้งยังมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก และเชื่อว่าสถานที่ตั้งโรงแรมอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดทุกแห่ง
ขณะเดียวกัน มองว่า ไทย เป็นจุดหมายที่โดดเด่นมากระดับโลก คนทั่วโลกสนใจมามาก สังเกตได้ว่า 5 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านคน โดยปีนี้ภาครัฐคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 24.5 ล้านคน ถือเป็นการเติบโตก้าวกระโดดมาก เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้นโรงแรมในเมืองไทยจึงมีโอกาสขยายตัวรองรับการเติบโตได้อีกมาก
คงต้องฝากความหวังไว้ที่การเมืองไทยให้เงียบสงบได้อีกนาน และอ้อนวอนฟ้าดินไม่ให้มีภัยธรรมชาติรุนแรงมาเยือน รับรองว่าท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างที่ผู้บริหารดิ เอราวัณ กรุ๊ป มองไว้แน่นอน ซึ่งก็หมายถึงโอกาสในการโกยทรัพย์เข้าประเทศที่มากขึ้นเช่นกัน







