
ทันสถานการณ์
ธกส.เสี่ยงเงินไม่พอรับจำนำข้าวนาปรัง
ธกส.เสี่ยงเงินไม่พอรับจำนำข้าวนาปรัง
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการค้าต่างประเทศได้รายงานคาดการณ์เงินจากการระบายข้าวผลผลิตปี 2554/55 โดยระบุว่าเดือนก.พ. 2556 จะมีเงินจากการระบายข้าวสะสม 6.18 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ระบายช่วงมี.ค.ก.ย. 2556 จะมีเงินจากการระบายข้าวรวมทั้งสิ้น 1.49 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเดือนมี.ค. 1.41 หมื่นล้านบาท เม.ย. 1.26 หมื่นล้านบาท พ.ค. 1.34 หมื่นล้านบาท มิ.ย. 1.30 หมื่นล้านบาท ก.ค. 1.16 หมื่นล้านบาท ส.ค. 1.09 หมื่นล้านบาท และก.ย. 1.14 หมื่นล้านบาท ++อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมมีการตั้งข้อสังเกตว่า การนำเงินที่ได้จากการระบายข้าวจากที่ได้จากผลผลิตของปี 2554/2555 ไปใช้ในการดำเนินโครงการรับจำนำผลิตผลปี 2555/2556 ทำให้เกิดความไม่คล่องตัว ทั้งนี้ควรจะมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่มากพอสำหรับใช้ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว แทนที่จะนำเงินที่ได้จากการระบายข้าวมาใช้รับจำนำต่อ และในการดำเนินโครงการในปีถัดไป หรือปีการผลิต 2556/2557 จึงควรกำหนดแผนในลักษณะ ปีที่ 1 รับจำนำ ปีที่ 2 ระบายผลิตผล ปีที่ 3 นำเงินระบายมาใช้ในโครงการ
ทั้งนี้ ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้แสดงความกังวลว่า ในช่วงเดือน ต.ค. 2555-มี.ค. 2556 เป็นช่วงที่ ธ.ก.ส.ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินธุรกิจของธนาคารมากนัก จึงยังสามารถนำเงินทุนของธนาคารมาสำรองสำหรับการใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลได้ แต่ในปีบัญชี 2556 คือ เดือนเม.ย.ก.ย. 2556 เป็นช่วงที่ ธ.ก.ส.จำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินธุรกิจของธนาคารเป็นจำนวนมาก หากเงินที่คาดการณ์ว่าจะได้รับหรือแผนการระบายผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด ส่งผลให้ ธ.ก.ส.จะมีเงินทุนสำรองจ่ายไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวนาปรังปี 2556 ได้
นายสุภกิตติ์ พลจันทร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ใช้งบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท จัดงานหลงรักเมืองไทย เที่ยวหัวใจสีเขียว ระหว่างวันที่ 35 พ.ค.นี้ บริเวณหน้าลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ย่านราชประสงค์ โดยนำสินค้าทางการท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญเซเว่น กรีน เช่น กรีนฮาร์ท (หัวใจสีเขียว) กรีนลอจิสติกส์ (การเดินทางสีเขียว) กรีนแอทแทรกชั่น (แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว) กรีนคอมมิวนิตี้ (ชุมชนสีเขียว) กรีนแอคทิวิตี้ (กิจกรรมสีเขียว) กรีนเซอร์วิส (การบริการสีเขียว) และกรีนพลัส (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม) กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มอีโคทัวริซึ่มให้เติบโตเพิ่มขึ้น 15-20%
ทั้งนี้ททท.ได้ร่วมมือกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (ทีต้า) นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่จัดแพ็กเกจเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมออกบูธ นำเสนอแพ็กเกจราคาพิเศษ อุปกรณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สินค้าโอทอปที่ได้มาตรฐานให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยเลือกใช้บริการ โดยการจัดงานตลอด 3 วัน คาดว่าจะมีผู้เข้าชมประมาณ 8-9 หมื่นคน สร้างรายได้สะพัด 30-50 ล้านบาท
ดึงเยอรมนีศึกษาแผนอนุรักษ์พลังงาน
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ทางสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมนี (German International Cooperation : GIZ) จัดตั้งโครงการความร่วมมือไทยเยอรมนี ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ร่วมผลักดันนโยบายอนุรักษ์พลังงานให้ได้ตามเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงานลง 25% ในปี 2573 ซึ่งจากความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศในครั้งนี้ นับเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และกระทรวงพลังงานจะได้นำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อไป
ทั้งนี้ โครงการความร่วมมือไทยเยอรมนี มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเครื่องมือและข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การปรับปรุงข้อมูลฐาน (Baseline) สำหรับใช้ในการติดตามและประเมินผลมาตรการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน การพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน เช่น มาตรการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานสำหรับผู้ใช้รายย่อย และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะบูรณาการมาตรการด้านการอนุรักษ์พลังงานไว้ในนโยบายหรือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 25552558
ปัดฝุ่นเอฟทีเอก่อนสรุปท่าทีไทยเอฟตา
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ซึ่งกรมมีแผนจะเดินหน้าการเจรจาต่อไป ตามมติที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้เห็นชอบในหลักการไว้ เมื่อครั้งการประชุมผู้นำอาเซม ครั้งที่ 9 ณ สปป.ลาว เมื่อเดือน พ.ย. 2555 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้กรมได้มีแผนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดท่าทีในการเจรจาตามมาตรา 190 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มาโดยตลอด และในปีนี้กำหนดที่จะจัดรับฟังความคิดเห็นอีก 4 ครั้ง โดยจะเน้นการให้ความรู้ ความเข้าใจ และเผยแพร่ข้อมูลสถานะล่าสุด ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรีของไทยกับกลุ่มเอฟตา ซึ่งจะครอบคลุมผลการศึกษา แนวทางและผลกระทบของการจัดทำความตกลงเพื่อประกอบการจัดทำร่างกรอบการเจรจาความตกลง และท่าทีการเจรจาของฝ่ายไทย สำหรับการเจรจาเอฟทีเอไทยเอฟตา ได้เคยมีการเจรจากันมาแล้ว 2 รอบ แต่การเจรจาได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย เมื่อปี 2549
ขีดเส้นเกรย์มาร์เก็ตนำรถหรู 600 คันเข้าตรวจ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้ารถยนต์ของผู้นำเข้าอิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) โดยที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่าการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนด จากที่ตั้งแต่ปี 2551 ไม่มีการตรวจสอบ โดยเกณฑ์ของ สมอ. ระบุว่า ในการนำเข้ารถยนต์รอบแรกจะมีการตรวจสอบรถทุกนั้น ส่วนการตรวจสอบครั้งถัดไปจะอนุโลมด้วยการสุ่มตรวจ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 จนถึงขณะนี้มีปริมาณรถยนต์ที่แจ้งส่งเข้าตรวจสอบมาตรฐานกับ สมอ. หลังได้รับการตรวจปล่อยผ่านพิธีการศุลกากรจำนวน 300 คำขอ เป็นรถยนต์ประมาณ 600 คัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้นำเข้ารายใดนำรถยนต์เข้าตรวจเพื่อออกใบอนุญาตไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก หลังจากนี้ สมอ. จะส่งหนังสือไปเตือนผู้นำเข้ารถยนต์ในตลาดเกรย์มาร์เก็ตทั้งหมดให้นำรถเข้าตรวจสอบภายใน 60 วันไม่เช่นนั้นถือว่ามีความผิดเนื่องจากฝ่าฝืน พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2551-31 ม.ค. 2556 มีการนำเข้ารถยนต์ทั้งสิ้น 3.6 หมื่นคัน ซึ่งทั้งหมดไม่เคยได้รับการตรวจสอบจาก สมอ.
อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 ที่ประกาศ สมอ.มีผลจนถึงปัจจุบัน มีรถยนต์ที่ขำนำเข้ากับกรมศุลกากรทั้งสิ้น 2 พันคัน มีการตรวจปล่อยผ่านพิธีศุลกากรแล้ว 600 คัน ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้ประกอบการต้องนำเข้าตรวจสอบกับ สมอ. โดยไม่ต้องคาดหวังว่าเมื่อให้ข่าวกับสื่อมวลชนเพื่อแสดงถึงความเดือดร้อนแล้วทางการจะผ่อนผันให้ โดยทั้งหมดเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
“สมอ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคถึงปัญหารถยนต์ที่ซื้อจากเกรย์มาร์เก็ตวันละ 12 ราย แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของรถยนต์กลุ่มดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง” นายสุรพงษ์ กล่าว
ขณะที่นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า การตรวจสอบจะกำหนดไว้ไม่เกิน 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายอยู่คันละ 1.24 แสนบาท หากตรวจสอบครั้งแรกไม่ผ่านครั้งถัดไปต้องจ่ายเพิ่มครั้งละ 4 หมื่นบาทต่อคัน โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับราคารถหรูหลายล้านบาท
ด้านนายชาญชัย พิลาวรรณ นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ กล่าวว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่นำรถยนต์เข้าตรวจเพราะไม่มั่นใจในหลักเกณฑ์ของสมอ.ว่าเป็นอย่างไร ขั้นตอนจะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเข้าใจตลอดว่าดำเนินการถูกต้อง
โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหารถยนต์ที่นำเข้าแล้วตั้งแต่ปี 2555 แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสมอ.จำนวน 2 พันคัน ซึ่งทั้งหมดขายให้ผู้บริโภคแล้วแต่ไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ซึ่งหากไม่มีการผ่อนผันให้จดทะเบียนได้ผู้นำเข้าอาจถูกลูกค้าฟ้องได้
ขีดเส้นเกรย์มาร์เก็ตนำรถหรู 600 คันเข้าตรวจ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้ารถยนต์ของผู้นำเข้าอิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) โดยที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่าการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนด จากที่ตั้งแต่ปี 2551 ไม่มีการตรวจสอบ โดยเกณฑ์ของ สมอ. ระบุว่า ในการนำเข้ารถยนต์รอบแรกจะมีการตรวจสอบรถทุกนั้น ส่วนการตรวจสอบครั้งถัดไปจะอนุโลมด้วยการสุ่มตรวจ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 จนถึงขณะนี้มีปริมาณรถยนต์ที่แจ้งส่งเข้าตรวจสอบมาตรฐานกับ สมอ. หลังได้รับการตรวจปล่อยผ่านพิธีการศุลกากรจำนวน 300 คำขอ เป็นรถยนต์ประมาณ 600 คัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้นำเข้ารายใดนำรถยนต์เข้าตรวจเพื่อออกใบอนุญาตไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก หลังจากนี้ สมอ. จะส่งหนังสือไปเตือนผู้นำเข้ารถยนตร์ในตลาดเกรย์มาร์เก็ตทั้งหมดให้นำรถเข้าตรวจสอบภายใน 60 วันไม่เช่นนั้น ถือว่ามีความผิดเนื่องจากฝ่าฝืน พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2551-31 ม.ค. 2556 มีการนำเข้ารถยนต์ทั้งสิ้น 3.6 หมื่นคัน ซึ่งทั้งหมดไม่เคยได้รับการตรวจสอบจาก สมอ.
อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 ที่ประกาศ สมอ.มีผลจนถึงปัจจุบัน มีรถยนต์ที่ขำนำเข้ากับกรมศุลกากรทั้งสิ้น 2 พันคัน มีการตรวจปล่อยผ่านพิธีศุลกากรแล้ว 600 คัน ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้ประกอบการต้องนำเข้าตรวจสอบกับ สมอ. โดยไม่ต้องคาดหวังว่าเมื่อให้ข่าวกับสื่อมวลชนเพื่อแสดงถึงความเดือดร้อนแล้วทางการจะผ่อนผันให้ โดยทั้งหมดเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
“สมอ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคถึงปัญหารถยนต์ที่ซื้อจากเกรย์มาร์เก็ตวันละ 12 ราย แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของรถยนต์กลุ่มดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง” นายสุรพงษ์ กล่าว
ขณะที่นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า การตรวจสอบจะกำหนดไว้ไม่เกิน 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายอยู่คันละ 1.24 แสนบาท หากตรวจสอบครั้งแรกไม่ผ่านครั้งถัดไปต้องจ่ายเพิ่มครั้งละ 4 หมื่นบาทต่อคัน โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับราคารถหรูหลายล้านบาท
ด้านนายชาญชัย พิลาวรรณ นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ กล่าวว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่นำรถยนต์เข้าตรวจเพราะไม่มั่นใจในหลักเกณฑ์ของสมอ.ว่าเป็นอย่างไร ขั้นตอนจะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเข้าใจตลอดว่าดำเนินการถูกต้อง
โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหารถยนต์ที่นำเข้าแล้วตั้งแต่ปี 2555 แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสมอ.จำนวน 2 พันคัน ซึ่งทั้งหมดขายให้ผู้บริโภคแล้วแต่ไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ซึ่งหากไม่มีการผ่อนผันให้จดทะเบียนได้ผู้นำเข้าอาจถูกลูกค้าฟ้องได้







