
บีทีเอสตุน3หมื่นล้านลุยโครงการใหม่
บีทีเอสเผยเตรียมนำเงินจากการเสนอขายกองทุนบีทีเอสโกรทไปลงทุนโครงการใหม่
บีทีเอสเผยเตรียมนำเงินจากการเสนอขายกองทุนบีทีเอสโกรทไปลงทุนโครงการใหม่
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS เปิดเผยว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอส โกรท (BTSGIF) มูลค่าประมาณ 6-6.25 หมื่นล้านบาท นำไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน 33% มูลค่าประมาณ 2-2.1 หมื่นล้านบาท ชำระหนี้หุ้นกู้ประมาณ 9,000 ล้านบาทและที่เหลือ 3 หมื่นล้านบาท เตรียมนำไปลงทุนในโครงการใหม่
"ตอนนี้เราพร้อมที่จะประมูลโครงการใหม่ๆ ของรัฐบาลทั้งโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากหมอชิตไปสะพานใหม่ และจากแบร์ริ่งไปสมุทรปราการ สายสีชมพู จากแครายไปมีนบุรี และรถไฟฟ้าขนาดเบาจากบางนาไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยหากเงินไม่พอก็จะกู้เงินเพิ่มเติมได้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทแทบไม่มีหนี้เหลือแล้ว"นายคีรี กล่าว
นอกจากนี้ภายใน 1-2 เดือนนี้จะประชุมเพื่อพิจารณาค่าโดยสารรถไฟฟ้า หลังจากไม่ได้ปรับขึ้นมานานแล้ว โดยยืนยันว่าการปรับอัตราค่าโดยสารใหม่จะไม่ปรับสูงเท่าเพดานค่าโดยสารที่ 52 บาทตามที่ กทม.ได้กำหนดเพดานสูงสุดไว้ให้ จากปัจจุบันค่าโดยสารสูงสุดอยู่ที่ 40 บาท
นายคีรี กล่าวว่า หลังขายสินทรัพย์ให้กองทุนแล้ว บริษัท บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยจะบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์ให้กองทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนจะมีการพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษให้แก่ผู้ถือหุ้น BTS หรือไม่นั้น ขึ่นอยู่กับคณะกรรมการจะพิจารณา
ทั้งนี้ กองทุน BTSGIF เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานกองแรกของไทย มูลค่าเสนอขายสูงสุดในไทย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวงบริหารจัดการ และมีบริษัทหลักทรัพย์ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและรับประกันการจำหน่ายหน่วยลงทุน โดยจะเปิดขายนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 29 มี.ค. -4 เม.ย. 2556 และจะนำหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 19 เม.ย.นี้ โดยกองทุนจะลงทุนในรายได้ค่าโดยสารสุทธิจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว 2 สายหลัก ได้แก่ สายหมอชิต-อ่อนนุช และสายสะพานตากสิน -สนามกีฬาแห่งชาติ ในช่วงระยะเวลาที่ได้รับสัมปทานถึงวันที่ 4 ธ.ค. 2572
นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดตราสารทุน บล.ภัทร เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศจำนวน 20 แห่ง ได้จองซื้อกองทุนในราคาเสนอขายสูงสุดที่ 10.80 บาทต่อหน่วย จำนวน 2,333 ล้านหน่วย หรือ 2.52 หมื่นล้านบาท จากจำนวนเสนอขาย 5,788 ล้านหน่วย







