posttoday
เอดีบีชี้เงินไหลเข้าพันธบัตรเอเชียเสี่ยงฟองสบู่

เอดีบีชี้เงินไหลเข้าพันธบัตรเอเชียเสี่ยงฟองสบู่

18 มีนาคม 2556

เอดีบีชี้เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรเอเชีย เสี่ยงเกิดฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ เผยเวียดนามขยายตัวมากที่สุด 42.7% ขณะที่ไทยขยายตัวเพิ่ม 19.8%

เอดีบีชี้เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรเอเชีย เสี่ยงเกิดฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ เผยเวียดนามขยายตัวมากที่สุด 42.7% ขณะที่ไทยขยายตัวเพิ่ม 19.8%

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จากกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ รายงานการติดตามตลาดพันธบัตรเอเชียฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2556 ระบุว่า ตลาดพันธบัตรท้องถิ่นเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2555 ส่งสัญญาณว่านักลงทุนยังสนใจในภูมิภาคนี้ ที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตรวดเร็ว แต่ก็หมายถึงความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

นาย Thiam Hee Ng นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสานักการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เอดีบีกล่าวว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเศรษฐกิจ มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาก อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องระมัดระวังว่าเงินทุนไหลเข้าในปริมาณที่มาก จะไม่ทำให้ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้นมากเกินไป และควรมีการเตรียมการสำหรับกรณีเงินทุนไหลออก เมื่อเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2555 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในเอเชียตะวันออกมีพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นค้างชำระ 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสิ้นปี 2554 ที่มี  5.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3 % เมื่อเทียบรายไตรมาส และเพิ่มขึ้น 12.1% ต่อปีในสกุลเงินท้องถิ่น ส่วนตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน ถึงแม้จะมีขนาดที่เล็กกว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็มีการเจริญเติบโตถึง  6.2% รายไตรมาส และ 18.6% ต่อปี ดดยมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับตลาดพันธบัตรที่เติบโตรวดเร็วที่สุด ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกในปี 2555 ที่ผ่านมาคือ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 42.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดพันธบัตรรัฐบาล ส่วนฟิลิปปินส์ 20.5% และมาเลเซียขยายตัว 19.9% อินเดียเติบโต 24.3% โดยมีมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียมีมูลค่า 11.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาคือจีนมีมูลค่า 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะที่ประเทศไทย ตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ปี 2555 มีมูลค่า 2.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 และสูงกว่าไตรมาสที่ 3 ถึง 4.2% ส่วนตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนของไทยเพิ่มขึ้น 28.8% ต่อปี มีมูลค่า 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และตลาดพันธบัตรรัฐบาลขยายตัว 17.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีมูลค่า 2.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทปตท. และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ยังคงเป็นผู้ออกหุ้นกู้ที่ใหญ่ที่สุด

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก เลือกที่จะขายพันธบัตรระยะยาวขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าตลาดมีความมั่นใจในสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาค ทำให้เกิดความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน