
ชูแนวคิด 1A 4l ปั่นคนไทยสู่อาเซียนดีเอ็นเอ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การพัฒนาคนไทยทุกกลุ่มสู่เส้นทางอาเซียน ดูเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเริ่มตระหนักมากขึ้นแล้วว่า “ต้องทำ” แต่ภาพที่เกิดขึ้นในสังคม คือ คนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่า การปรับตัวควรเริ่มต้นจากจุดใด และทำต่อไปอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่รอดอย่างมั่นคงได้ภายใต้ร่มประชาคมอาเซียน
พิภพ อุดร ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพัฒนาคนสู่อาเซียนในแบบฉบับของสถาบัน คือการใช้โมเดล 1A และ 4I เริ่มต้นจาก A ตัวแรก คือ Attitude หรือทัศนคติ จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะต้องปรับทัศนคติบางอย่าง เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวอาเซียนชาติอื่นได้อย่างกลมกลืนและมีความสุข
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ประโยคหนึ่งที่คนไทยพูดติดปากเสมอว่า “ไทยกับเพื่อนบ้านนั้น เราเป็นบ้านพี่เมืองน้อง” หากจะแก้ไขให้ถูกต้อง ควรเปลี่ยนการมองจาก “พี่น้อง” เป็น “เพื่อนพ้อง” เพื่อให้มีความรู้สึกเท่าเทียมกัน
หลังจากปรับทัศนคติเรียบร้อยแล้ว มี 4I ที่ต้องทำประกอบด้วย 1.International Competency หรือความรู้ความสามารถข้ามพรมแดน คือ การพัฒนาคนไทยให้มีความรู้มากกว่าแค่เรื่องของประเทศไทย เข้าใจและรู้จักอาเซียนและชาติสมาชิกว่าเป็นอย่างไร เพื่อปูทางสู่ “ความเป็นพลเมืองอาเซียน”
ต่อมาคือ 2.Integrated Knowledge หรือความรู้แบบผสมผสาน คือ ไม่ได้รู้แค่เรื่องการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่ต้องมีทักษะในการผสมผสานความรู้ข้ามประเภทกัน เช่น ความสามารถในการจัดการข้ามวัฒนธรรม ทักษะการสื่อสาร ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการใช้ภาษาที่ 3 ซึ่งควรเป็นภาษาอาเซียน
3.Innovative Capacity หรือความสามารถทางนวัตกรรม การแข่งขันในยุคอาเซียนจึงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรมเป็นหัวใจของความสำเร็จ ความสามารถทางนวัตกรรมจะต่อยอดได้ง่ายขึ้นเมื่อมีความรู้แบบผสมผสาน นอกจากนี้ผู้ที่มีความสามารถทางนวัตกรรม จะทำให้บริษัทต่างๆ ยอมจ่ายเงินค่าจ้างสูงขึ้นด้วย เพื่อเข้ามาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาการแข่งขันให้บริษัทของตัวเอง
สุดท้ายคือ 4.Integrity ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความมีจริยธรรม และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การจะสื่อสารกัน คบกัน ทำธุรกิจร่วมกันได้ จำเป็นต้องเชื่อก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นคนซื่อสัตย์และไว้ใจได้ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เพราะหากเริ่มต้นด้วยความไม่ไว้วางใจกันก็ย่อมไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ คนที่มาจากต่างชาติ ต่างวัฒนธรรมกัน แม้อาจไม่เข้าใจกันก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไว้ใจได้ มีความสามารถในการรับผิดชอบงาน
พิภพ ชี้ว่า เมื่อปฏิบัติได้ครบทั้ง 1A และ 4I ก็เปรียบเสมือนมี “อาเซียนดีเอ็นเอ” แล้ว การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และหากปฏิบัติได้ทุกชาติสมาชิก ก็จะทำให้คนในอาเซียนได้เปรียบคนภูมิภาคอื่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม พิภพ ย้ำว่า อีกสิ่งหนึ่งที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการพัฒนาคนและองค์กรขณะนี้ คือ ความแตกต่างระหว่าง “เจเนอเรชัน” ในแต่ละองค์กร ที่อาจส่งผลให้ทั้งคนและองค์กรก้าวไปสู่อาเซียนได้ไม่ราบรื่นนัก
พิภพ ขยายความว่า ปัจจุบันแต่ละองค์กรประกอบด้วยคน 5 เจเนอเรชัน ได้แก่ 1.Traditionalist 2.Baby Boomer 3.Gen X 4.Gen Y และ 5.Gen Z ซึ่งคนแต่ละรุ่นมีวิธีคิด ไลฟ์สไตล์การทำงาน การใช้ชีวิต แตกต่างกันชัดเจน
“เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ ขณะนี้หลายองค์กรมีคน Gen Y เข้าไปทำงานมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว แต่หากคนในองค์กรยังไม่ยอมรับความเห็นและวิธีคิดของกันและกัน ก็อาจทำให้ทำงานร่วมกันยาก”
วิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ การมองว่าองค์กรกำลังสร้างทีมที่มีความหลากหลาย หากองค์กรมีแต่คนประเภทเดียวกัน คิดเหมือนกัน ทำงานด้วยวิธีเดียวกัน ย่อมไม่เกิดมุมมองใหม่ องค์กรก็จะไม่พัฒนา คนรุ่นเก่าต้องเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานมาก ไม่ควรยึดอำนาจไว้ทั้งหมด เพราะคนรุ่นใหม่ย่อมปรับตัวสู่อาเซียนได้ดีกว่า โดยเฉพาะในแง่การรับมือเทคโนโลยี ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ควรใช้แนวคิด SelfCentered คิดถึงแต่ตัวเองและพวกพ้อง ควรมองในภาพรวมด้วย
หากทำได้ทั้งหมดนี้ การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของคนไทยย่อมกลายเป็นก้าวที่ยั่งยืน และสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกัน







