
อนาคตมหาครกกรุงเทพ
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียนด้วย โดยกรุงเทพฯ เป็นที่รวมของประชากรตามทะเบียนราษฎรถึง 5,676,765 ล้านคน (ณ เดือน ก.พ. 2556) แต่หากนับรวมจำนวนประชากรแฝง ประชากรที่เดินทางจากปริมณฑลโดยรอบเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยและเดินทางเข้าท่องเที่ยวแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ในแต่ละวันกรุงเทพฯ ต้องรองรับผู้คนที่เข้ามารวมตัวกันทำกิจกรรมเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ มากถึงกว่า 10 ล้านคน เลยทีเดียว
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียนด้วย โดยกรุงเทพฯ เป็นที่รวมของประชากรตามทะเบียนราษฎรถึง 5,676,765 ล้านคน (ณ เดือน ก.พ. 2556) แต่หากนับรวมจำนวนประชากรแฝง ประชากรที่เดินทางจากปริมณฑลโดยรอบเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยและเดินทางเข้าท่องเที่ยวแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ในแต่ละวันกรุงเทพฯ ต้องรองรับผู้คนที่เข้ามารวมตัวกันทำกิจกรรมเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ มากถึงกว่า 10 ล้านคน เลยทีเดียว
ศูนย์กลางความคับคั่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มารวมกันอยู่ที่กรุงเทพฯ นี้ สะท้อนภาพได้ชัดเจนจาก เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่สูงร้อยละ 29 ของจีดีพีทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.55 ล้านล้านบาท ในปี 2555 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะลดลงอย่างมากจากที่เคยสูงถึง 35% ในปี 2545 ทั้งนี้เป็นเพราะการกระจายการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการเริ่มหันออกไปขยายโอกาสทางการตลาดในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูงขึ้น ตามกำลังรายได้และการขยายความเป็นเมือง (Urbanization) ทำให้ความเจริญค่อยๆ กระจายตัวออกไป
ถึงอย่างนั้น กรุงเทพฯ ก็ยังคงบทบาทความเป็นมหานครแห่งสีสัน ความหลากหลาย เป็นศูนย์รวมการค้า แหล่งช็อปปิ้งที่นำเทรนด์แฟชั่นใหม่ๆ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว แหล่งวัฒนธรรมและโบราณสถาน ศูนย์กลางการเงิน การขนส่ง และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะด้านการบิน การสื่อสารและโทรคมนาคม ศูนย์กลางบริการด้านบันเทิง สุขภาพ และการศึกษา เป็นต้น ด้วยจุดเด่นของกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองธุรกิจที่ยังคงมีความผสมผสานกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว จึงทำให้กรุงเทพฯ ได้รับรางวัล “เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก” และเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชีย
แต่ในขณะเดียวกัน ความคับคั่งแออัดของเมืองก็นำมาซึ่งปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้กันไม่จบอย่างรถติด หรือปัญหาภาวะค่าครองชีพสูง ปัญหามลภาวะ ปัญหาสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงการรับมือภัยพิบัติ เช่น มหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม พัฒนา และปรับปรุงแก้ไขอีกไม่น้อย
จึงเป็นที่มาของ โจทย์ความท้าทายที่สำคัญในระยะต่อไปของท่านผู้ว่าฯ คนใหม่ของกรุงเทพฯ นั่นคือ การพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้มีความสมดุลของการกระจายรายได้ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในด้านสาธารณูปโภค และศักยภาพของคนให้ทัดเทียมนานาประเทศ อย่างน้อยในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อเตรียมนับถอยหลังสู่การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) ในอีก 2 ปีข้างหน้า
เนื่องจากกรุงเทพฯ เองก็มีเป้าหมายที่จะเป็นมหานครหลวงศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนด้วยเช่นกัน ซึ่งการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันของกรุงเทพฯ นั้น ย่อมหมายถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งจะเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อไปสู่เป้าหมายมหานครศูนย์กลางอาเซียนไปพร้อมกันด้วย
การทิ้งโค้งสุดท้ายของการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของท่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้า
แต่ไม่ว่าศึก “ชิงฟ้าชิงแดง” จะออกมาเป็นอย่างไร ผมขอฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ใครจะอยู่ฟากฝั่งไหน สีอะไร แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็คือประชาชนคนไทยเหมือนกัน ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องร่วมแรงร่วมใจสมัครสมานสามัคคีกันเพื่อขจัดสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากสังคมไทย และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้มีแต่สิ่งดีๆ มีศักยภาพ และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย อย่างคำกล่าวที่ว่า “ชาติไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”
แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ







