
ห่วงโอท็อปเกือบครึ่งส่อเจ๊ง
แนะหลายตำบลรวมกลุ่มผลิตสินค้าตั้งเป้ายอดขายปี’58 ทะลุแสนล้าน
แนะหลายตำบลรวมกลุ่มผลิตสินค้าตั้งเป้ายอดขายปี’58 ทะลุแสนล้าน
ห่วงสินค้าโอท็อปเกือบครึ่งเจ๊ง รัฐแนะหลายตำบลรวมตัวสู่อาเซียน
นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะส่งผลให้สินค้าจากทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียนเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น จึงอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ในกลุ่ม D ที่มีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นกว่า 2.7 หมื่นรายการ จากโอท็อปทั้งหมด 7 หมื่นรายการ ทำให้ไม่สามารถแข่งขัน ทั้งนี้สินค้ากลุ่ม D คือ สินค้าที่ผลิตได้น้อย คุณภาพต่ำ ราคาถูก
“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนสินค้าโอท็อปเพิ่มขึ้นจากหลักพันสู่หลักหมื่น หลายตำบลผลิตสินค้าใกล้เคียงกับตำบลข้างๆ มาแข่งกันเอง ทั้งบรรจุภัณฑ์ ตัวผลิตภัณฑ์ แทบไม่ต่างกันเลย”
การแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องเริ่มจากให้ตำบลใกล้เคียงกันรวมตัวสร้างความเข้มแข็งให้พื้นที่ โดยสร้างภาคีเครือข่ายสินค้าโอท็อป เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด วิธีการผลิต พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น และผลิตจำนวนสินค้าให้ได้มากขึ้น ก้าวไปสู่สินค้าระดับ A B หรือ C พร้อมแข่งขันเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นอกจากนี้ สินค้าแต่ละชนิดควรสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากจะให้ข้าวเป็นสินค้าโอท็อปต้องชูจุดขายพิเศษ เช่น เป็นข้าวอินทรีย์บรรจุสินค้าในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ จะสามารถเพิ่มมูลค่าและพัฒนาสินค้าขึ้นสู่ระดับที่ดีขึ้นได้
นายขวัญชัย กล่าวต่อว่า จำนวนผลิตภัณฑ์โอท็อปรวมกว่า 7 หมื่นผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน ถือว่ามากเกินไป ดังนั้นแต่ละชุมชนควรคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง มุ่งมั่นกับการพัฒนาและขายผลิตภัณฑ์นั้นๆ อนาคตอาจเหลือเพียงแค่ 6 หมื่นผลิตภัณฑ์ แต่เน้นคุณภาพให้มากขึ้น กรมอาจจะส่งพัฒนากรประจำตำบลเข้าไปดูแลและช่วยพัฒนาเรื่องดังกล่าวด้วย
สำหรับยอดขายสินค้าโอท็อปปี 2555 อยู่ที่ 7.9 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 รัฐบาลตั้งเป้ายอดขายที่ 1 แสนล้านบาท หากมีการรวมกลุ่มภาคีเครือข่ายแล้วพัฒนาสินค้าระดับ D ขึ้นมาได้ เชื่อว่าจะสามารถทำยอดได้ตามเป้า ทั้งนี้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะส่งเข้ามาแข่งขัน จัดได้ว่าเป็นสินค้ากลุ่ม D เช่นเดียวกัน
ปัจจุบันสินค้าโอท็อปมีการแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ กลุ่ม A ดาวเด่นสู่สากล เป็นสินค้าคุณภาพมาตรฐานสูง เน้นผลิตเพื่อการส่งออก กลุ่ม B สร้างคุณค่ากลุ่มลูกค้าเฉพาะ มีราคาสูง แต่ผลิตได้น้อย กลุ่ม C พัฒนาเข้าสู่ตลาดแข่งขัน เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ ราคาต่ำ แต่ผลิตได้มาก และกลุ่ม D ปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิต เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาต่ำ และผลิตได้น้อย นิยมทำเป็นอาชีพเสริม







