posttoday
ทุนญี่ปุ่นยังไหลเข้าไทยดันFDพุ่งกว่า4แสนล./ปี 56-57

ทุนญี่ปุ่นยังไหลเข้าไทยดันFDพุ่งกว่า4แสนล./ปี 56-57

05 มีนาคม 2556

การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ หรือ FDI สู่ประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2558 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานพาหนะ

การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ หรือ FDI สู่ประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2558 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานพาหนะ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุในบทวิเคราะห์เรื่อง “จับตา FDI ญี่ปุ่นรอบใหม่ ความสำคัญและแนวโน้มต่อเศรษฐกิจไทย” ว่า FDI ของไทยคาดว่าพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี ในปี 2556 และ 2557 โดยมีปัจจัยบวกหลักๆ จากการลงทุนด้านชิ้นส่วนยานพาหนะของนักลงทุนญี่ปุ่น

บทวิเคราะห์รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่ายอดออกบัตรการส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 มีสูงถึง 5 แสนล้านบาท โดยนักลงทุนญี่ปุ่นได้รับการส่งเสริมฯ ถึง 3.2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 151% เทียบกับปี 2554 หรือคิดเป็น 63% ของ FDI ที่ได้รับการส่งเสริมฯ แต่ทั้งนี้ประมาณการการลงทุนในปี 2555 มีเพียง 2.9 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยไปลงทุนใน 12 ปี ทำให้ยอด FDI ในปี 2556 และ 2557 จะอยู่ที่ประมาณ 4.24.7 แสนล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ กลุ่มที่จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจะมีสัดส่วน 1 ใน 3 ของ FDI ทั้งหมด

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่า แนวโน้มการออกไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่บีโอไอนำมาพิจารณาในการปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะประกาศภายในปีนี้

ทั้งนี้ การออกไปลงทุนในต่างประเทศของญี่ปุ่นเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการขาดกำลังแรงงาน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแข็งค่าของเงินเยน และปัญหาความขัดแย้งกับจีน ซึ่งในปี 25532554 พบว่า การลงทุนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักลงทุนอันดับ 2 ของโลกได้หลั่งไหลเข้าสู่อาเซียนมากกว่าลงทุนในจีนสองปีติดต่อกัน โดยไหลเข้าไทยและอินโดนีเซียมากที่สุด

ทั้งนี้ แนวโน้มการเคลื่อนย้ายการลงทุนเข้าสู่อาเซียน มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่นกรณีของญี่ปุ่นต่อประเทศไทยที่เป็นฐานการลงทุนอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น การมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำญี่ปุ่น เมื่อไม่นานมานี้ได้ยกเรื่องการขอให้ทางการไทยหาพื้นที่ลงทุนใหม่ๆ เพื่อรองรับการเข้ามาของนักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะตามมาเป็นผู้ผลิตในซัพพายเชนของผู้ผลิตขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาที่ไทยต้องเร่งหาทางแก้ไข เนื่องจากประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มทรงตัวและจะเริ่มลดจำนวนลง ทำให้ความได้เปรียบทั้งเชิงขนาดของกำลังแรงงานและค่าแรงของไทยลดลงในอัตราเร่งใน 5 ปีจากนี้

ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและความร่วมมือในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคและมีการผลิตปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน