posttoday
SSIถึงจุดต่ำสุดแล้ว

SSIถึงจุดต่ำสุดแล้ว

05 มีนาคม 2556

ผลการดำเนินงานของบริษัทสหวิริยา สตีล อินดัสตรี(SSI)ไตรมาส4ปี2555 ขาดทุนสุทธิ 3,259 ล้านบาท แม้จะทำยอดขายได้สูงถึง 6.47 แสนตันส่งผลให้ทั้งปีขาดทุนถึง1.6หมื่นล้านบาทเพราะยังขาดทุนจากโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าถึงก้นกระทะแล้วและจะกลับมาทำกำไรครึ่งหลังปี 2556

ผลการดำเนินงานของบริษัทสหวิริยา สตีล อินดัสตรี(SSI)ไตรมาส4ปี2555 ขาดทุนสุทธิ 3,259 ล้านบาท แม้จะทำยอดขายได้สูงถึง 6.47 แสนตันส่งผลให้ทั้งปีขาดทุนถึง1.6หมื่นล้านบาทเพราะยังขาดทุนจากโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าถึงก้นกระทะแล้วและจะกลับมาทำกำไรครึ่งหลังปี 2556

ผลประกอบการ ไตรมาส4นับว่า ขาดทุนน้อยลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ขาดทุนหนักถึง 4,782 ล้านบาท และ ช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 2,469 ล้านบาท โดยผลประกอบการที่ยังขาดทุน เนื่องมาจากผลขาดทุนในธุรกิจโรงถลุงเหล็ก (SSIUK) เท่ากับ 2,695 ล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจเฉพาะ SSI ขาดทุนเท่ากับ 422 ล้านบาท เป็นผลจากการทรุดลงอย่างต่อเนื่องของราคาเหล็กรีดร้อนในไตรมาสสี่ทำให้ราคาขายปรับลดลงเหลือ 694 เหรียญสหรัฐ/ตัน (1%จากไตรมาส3, 11%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบของ SSIUK คือ Iron Ore และ Coking Coal เป็นต้นทุนที่ซื้อมาตั้งแต่ปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ ซึ่งมีราคาที่สูง บวกกับเป็นช่วงแรกของการผลิตทำให้ต้นทุนสูงกว่าปกติ และ เป็นผลทำให้อัตรากำไรขั้นต้นใน ไตรมาส4ปี2555 ยังติดลบสูงเท่ากับ 20.4% จาก 18.6% ในไตรมาสก่อน และ 13.5% ในปีก่อน สำหรับยอดขายในไตรมาส4ที่สูงถึง 17,599 ล้านบาท (+11%จากไตรมาส3, +35%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากปริมาณขายเหล็กรีดร้อนที่เพิ่มขึ้นเป็น 647,000 ตัน (+10%จากไตรมาส3, +114%ช่วงเดียวกันของปีก่อน)

ส่งผลให้ในปี 2555 SSI มีผลรวมขาดทุนสุทธิมากถึง 15,903 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

ประการแรก ความล่าช้าในการเริ่มผลิตของ SSI UK ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงก่อนที่จะสามารถผลิต Slab ได้

ประการที่สอง ราคาขายเฉลี่ย เหล็กรีดร้อนชนิดม้วนที่ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ไตรมาส4ปี2554 ตามทิศทางราคาเหล็กโลก ประกอบกับต้นทุนSlab ที่อยู่ในระดับสูง จากการที่โรงถลุงเหล็กในอังกฤษยังไม่สามารถใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่

ประการที่สาม การทุ่มตลาดเหล็กรีดร้อนเจือโบรอนจากประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ SSI

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)เชื่อว่าผลประกอบการไตรมาส 1ปี2556 เบื้องต้นคาดจะขาดทุนน้อยลงเหลือ 1,500ล้านบาท: สถานการณ์เหล็กรีดร้อนนำเข้าของเอเชียในปัจจุบันได้ปรับตัวดีขึ้นมากเป็น 623 เหรียญสหรัฐ/ตัน (+10.4%จากไตรมาส3 3.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ ยังได้แรงหนุนจากกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเพื่อปกป้องเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศ คือ

ประการแรก มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กรีดร้อนชนิดม้วน( AntiDumpting HRC )ที่เจือโบรอน จากจีนมีผล 5 ปี

ประการที่สองSafeguard เหล็กรีดร้อนชนิดม้วน(Safeguard HRC )เจืออื่นๆจากทุกประเทศ มีผลชั่วคราว 200 วัน (27 ก.พ. 2556 – 14ก.ย.2556) นอกจากนี้คู่แข่งบริษัทจีสตีล( GSTEL )และจีเจสตีล( GJS )ยังหยุดผลิต

ดังนั้น คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1ปี2556 เบื้องต้นจะขาดทุนน้อยลงเหลือประมาณ 1,500ล้านบาท ดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2556 เท่ากับ 2.7 ล้านตัน เติบโต 25%

ผู้บริหารมีมุมมองในด้านบวกแนวโน้มความต้องการเหล็กแผ่น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเพื่อปกป้องเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศ คือ AntiDumpting HRC และ Safeguard HRC คาดจะทำให้ยอดขายของ SSI พุ่งสูงขึ้นเป็น 2.7 ล้านตัน เติมโตจากปีก่อน 25% สำหรับจุดสำคัญที่จะทำให้ SSI เริ่มมีการผลประกอบการเป็นบวก คือ โรงถลุงในอังกฤษ โดยแผนการนำถ่านหิน PCI มาใช้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงประมาณ 3040 เหรียญสหรัฐ/ตัน ต้องไปถึงไตรมาส 2/2556 และ SSI มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 80% เป็น 90% หลังมีการนำถ่านหิน PCI มาใช้ในไตรมาส 2/2556 และ จะช่วยประหยัดต้นทุนได้อีก 30 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ดังนั้น คาดไตรมาส 3/2556 จึงจะเริ่มเห็นผลประกอบการที่เป็นบวก

นักวิเคราะห์เมย์แบงก์เชื่อว่า SSIได้ผ่านจุดเลวร้อยและวิกฤตมากสุด กำลังอยู่ในขั้นตอนเพิ่มทุนเพิ่มตามแผน แผนการเพิ่มทุน เพื่อสร้างฐานทุนให้แข็งแกร่ง ยังดำเนินต่อเนื่อง ณ วันที่ 27 ก.พ. 2556 มีการเพิ่มทุนได้ทั้งหมด 9,094 ล้านหุ้น ที่ราคา 0.68 บาท ได้เงินรวม 6,184 ล้านบาท และ ได้ลดสัดส่วนการถือ TSR ลงได้เงินรวม 1,568 ล้านบาท รวมป็นเงินรับเท่ากับ 7,752 ล้านบาท คาดภายในไตรมาส 1/2556 จะเพิ่มทุนอีก 3,883 ล้านบาท ที่ราคา 0.68 บาท ซึ่งจะทำให้ฐานทุนมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ดังนั้นจึงเริ่มกลับมาแนะนำ SSI ให้ ถือ จากประเด็นที่ ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในปัจจุบัน ได้ปรับขึ้นจากไตรมาส 4/2555 บวก กับมีข่าวบวก คือ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเพื่อปกป้องเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศ คือ AntiDumpting HRC และ Safeguard HRC รวมถึง GSTEL+GJS ยังหยุดผลิต คาดจะทำให้ปริมาณขายของ SSI เพิ่มขึ้นอย่างมาก 6.57 แสนตัน รวมถึงราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น และให้ราคาเป้าหมายเท่ากับ 0.60 บาท บนฐานสัดส่วนราคาต่อกำไร(พีอี) ปี 2557 เท่ากับ 10 เท่า ที่คาดกำไรจะฟื้นตัวเป็นบวก

นักวิเคราะห์บล.เอเชีย พลัส คาดว่า SSIจะกลับมาทำกำไร ครึ่งหลังปี 2556 แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ราคา เหล็กรีดร้อนชนิดม้วน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปลายปี 2555 ประกอบกับการพร้อมใช้งานของโครงการ PCI ในช่วงไตรมาส 3ปี2556 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต Slab ได้ถึง 38 เหรียญสหรัฐ/ตันปริมาณการขายของ SSI ในปี2556 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านตัน โดยถึงแม้ว่าคู่แข่ง Gsteel กับ GJS จะกลับมาผลิตอีกครั้งในปีนี้

แต่จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจาก SSI จะได้ส่วนแบ่งการตลาดคืนมาจากเหล็กรีดร้อนนำเข้าเจืออัลลอยด์ ซึ่งภาครัฐพึ่งได้มีการออกมาตรการ Safeguard ชั่วคราว เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2556 เรียกเก็บภาษี 33.11% สำหรับการนำเข้าเหล็กรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน

ส่วน SSIUK คาดว่าจะสามารถผลิต Slab ได้ถึง 3.2 ล้านตันในปี 2556 อย่างไรก็ตามปัญหาสภาพคล่องของ SSI ยังน่าเป็นห่วง ซึ่งทาง SSI ได้มีการเจรจากับทางธนาคารเพื่อเปลี่ยนหนี้สินระยะสั้นให้เป็นหนี้สินระยะยาว 3 ปี โดยน่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1ปี2556 หากสำเร็จจะทำให้สภาพคล่องของSSI ดีขึ้น แต่จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน

บล.เอเชีย พลัสให้ มูลค่าเหมาะสม 0.68 บาท และยังคงคำแนะนำ ถือในระยะสั้น SSI ยังคงได้รับแรงกดดันจากผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ในปี 2555 แต่เชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นจากราคาเหล็กและอุตสาหกรรมเหล็กที่มีทิศทางที่ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่