
สงครามค่าเงินตอนญี่ปุ่นรุกอเมริกาถอย(ตอนจบ)
อย่างไรก็ตาม มาตร การ “ฉีดและฉุด” ค่าเงินของอเมริกา ในระยะหลังๆ ก็ไม่ได้ผลมากนัก เพราะคู่ค้ายักษ์ๆ ในแถบนี้เริ่ม “รู้แกว” และเอาอย่างบ้าง โดยเฉพาะ “ญี่ปุ่น” ที่อัดเงินไม่อั้นและไม่กำหนดเวลา เพื่อ “ช็อกหัวใจ” เศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างเร่งด่วน หลังจากหลับใหลไปสิบกว่าปี จนกลายเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” หรือ Lost Decade ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และก็ได้ผลทันตาเห็นที่ค่าเงินเยนก็อ่อนตัวทันที จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเกรงว่าจะเกิด “สงครามค่าเงิน” หรือ Currency War ครั้งใหม่ที่ประเทศต่างๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ค่าเงินของตนอ่อนค่า เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้าและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.
อย่างไรก็ตาม มาตร การ “ฉีดและฉุด” ค่าเงินของอเมริกา ในระยะหลังๆ ก็ไม่ได้ผลมากนัก เพราะคู่ค้ายักษ์ๆ ในแถบนี้เริ่ม “รู้แกว” และเอาอย่างบ้าง โดยเฉพาะ “ญี่ปุ่น” ที่อัดเงินไม่อั้นและไม่กำหนดเวลา เพื่อ “ช็อกหัวใจ” เศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างเร่งด่วน หลังจากหลับใหลไปสิบกว่าปี จนกลายเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” หรือ Lost Decade ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และก็ได้ผลทันตาเห็นที่ค่าเงินเยนก็อ่อนตัวทันที จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเกรงว่าจะเกิด “สงครามค่าเงิน” หรือ Currency War ครั้งใหม่ที่ประเทศต่างๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ค่าเงินของตนอ่อนค่า เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้าและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.
ว่าที่จริงสงครามค่าเงินเกือบจะเกิดขึ้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่ตั้งท่าจะก่อสงครามครั้งที่แล้วคืออเมริกา และคู่สงครามในครั้งนั้นคือ “จีน” ที่อเมริกาเห็นว่าจีน “เอาเปรียบ” คู่ค้ามาตลอด โดย “จงใจ” กดค่าเงินหยวนให้ต่ำเตี้ยเพื่อจะได้ขายของ “ถูกๆ” ให้ได้ “มากๆ”
Currency Wars เดิมเป็นชื่อหนังสือที่แต่งโดยนายซ่งหงปิ่ง เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในประเทศจีน และได้รับความสนใจจากผู้นำทางเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ยังมีส่วนอย่างมากในการกำหนดนโยบายค่าเงินของจีน ซึ่งความจริงเนื้อหาส่วนใหญ่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประวัติศาสตร์และโครงสร้างของธนาคารพาณิชย์และธนาคารชาติของประเทศต่างๆ ตลอดจนตลาดการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น “คู่กัด” เรื่องค่าเงินกับจีนมาตลอด
“สงครามค่าเงินระหว่างประเทศ” (International Currency War) เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามเข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของตัวเอง สงครามค่าเงินจึงเกิดจากการแข่งกันลดค่าเงินของประเทศต่างๆ เพื่อชิงความได้เปรียบด้านการค้า
โดยครั้งนั้นอเมริกาได้ออกมาตรการ QE 2 ปั๊มเงิน 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เข้าสู่ระบบการเงิน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าอย่างฉับพลัน และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ส่งสัญญาณให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน และทองคำ ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็คึกคักมากขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าอเมริกาจำนวนมาก โดยเฉพาะจากเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นกับจีน
คราวนี้ญี่ปุ่นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เริ่มก่อสงครามค่าเงินครั้งนี้ ซึ่งอเมริกาดูเหมือนจะถอย หรือ “ถอนทัพเงินตรา” ออกไปก่อน แต่เชื่อเถอะว่าอเมริกาจะถอยจากสงครามนี้เหมือนอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาถูกญี่ปุ่นถล่มที่ “เพิร์ลฮาร์เบอร์” จนยับเยิน แต่ไม่นานอเมริกาก็บอมบ์กลับญี่ปุ่นด้วย “ระเบิดนิวเคลียร์” จนญี่ปุ่นต้องยอมแพ้
ส่วนเราถ้าคิดว่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ร่วมในสงครามครั้งนี้ พูดได้คำเดียวว่า “คิดผิด” เพราะในที่สุดก็ต้องถูก “กระแสเงินร้อน” ดึงเข้าสมรภูมิเพียงแต่สงครามนี้สู้ด้วยกระสุนเงินที่สาดเข้าทุกประเทศ ถ้าไม่เตรียมพร้อมรับมือให้ดี ก็ต้องถูก “ลูกหลง” ยับเยินกับเขาด้วยเหมือนกัน







