posttoday

ธุรกิจระวังกรรมใกล้ตัวซอฟต์แวร์เถื่อนตัดทางค้าโลก

26 กุมภาพันธ์ 2556

การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจ เป็นความผิดที่ใครหลายคนคิดว่ายากต่อการตรวจสอบ ในเมื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นภายในสำนักงานของเราเอง หากจะรู้ได้ก็ต้องเข้ามาถึงภายในองค์กร

การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจ เป็นความผิดที่ใครหลายคนคิดว่ายากต่อการตรวจสอบ ในเมื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นภายในสำนักงานของเราเอง หากจะรู้ได้ก็ต้องเข้ามาถึงภายในองค์กร

แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้เกิดกรณีตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความลับไม่มีอยู่ในโลก มีธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็งของไทย ถูกตรวจสอบพบว่าละเมิดลิขสิทธิ์ และถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทว่าโชคยังดีแก้ปัญหาได้ทันและเพียงเสียค่าปรับ โดยการถูกตรวจจับนั้นเกิดขึ้นเพราะการรับส่งข้อมูลปัจจุบันที่ใช้ไฟล์งานเอกสารส่งถึงกันเพื่อติดต่อธุรกิจเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

จากข้อมูลของกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ หรือบีเอสเอ พบว่ามูลค่าซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดในประเทศไทยกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 72% ของซอฟต์แวร์ที่มีการใช้งานในประเทศ ถือว่าสร้างความสูญเสียในเชิงรายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาล แต่สำหรับตัวผู้ประกอบการเองนั้น พบว่า หากถูกตรวจสอบพบ โอกาสถูกขึ้นบัญชีดำ และห้ามค้าขายกับอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ใช้หลักกฎหมายเดียวกันนี้จะสร้างความเสียหายในระยะยาวยิ่งกว่า

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยถูกขึ้นเป็นกลุ่ม พีดับบลิวแอล (Priority Watch List) ส่วนหนึ่งมาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ในเวชภัณฑ์ยา ภาพยนตร์ เพลง และซอฟต์แวร์ แม้จะมีแนวโน้มว่าปีนี้จะได้รับพิจารณาลดเหลือดับบลิวแอล (Watch List) แต่ก็ยังไม่มีอะไรมารับรองได้ในเวลานี้

องค์กรระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา โอซีเอของอเมริกา ได้ออกชี้แจงถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม หรือ ยูซีเอ นั่นคือบริษัทองค์กรใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอเมริกา และมีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมาย ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง ถือว่ามีความผิด และไทยเองก็ได้รับการเตือนด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการส่งออกสินค้าไปอเมริกาคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 แสนล้านบาทต่อปี

ไมเคิล มัดด์ เลขาธิการ โอซีเอ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ถือว่าผิดตั้งแต่กฎหมายในประเทศตัวเอง และไปผิดกฎหมายที่อเมริกาด้วย ซึ่งปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้หลายประเทศ อันดับแรกต้องเสียค่าปรับ จากนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถค้าขายกับอเมริกาได้อีก และเข้าสู่กระบวนการทำให้ถูกต้อง ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทุก 6 เดือนเป็นเวลา 5 ปี และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเข้ามาตรวจสอบซอฟต์แวร์ทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่มีความเสี่ยงกระทำผิด คือ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่งออก หรือเครื่องยนต์ประเภทต่างๆ แม้ไม่ได้ส่งออกโดยตรงแต่การแทร็กกิงย้อนหลังก็ทำให้รู้ได้ว่ามีแหล่งผลิตจากประเทศใด รวมถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิต โดยซอฟต์แวร์ที่มีการละเมิดมากที่สุดจะเป็นกลุ่มซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์มูลค่าสูงมาก และสามารถตรวจสอบได้ทันทีหากพิจารณาจากไฟล์งานที่ส่งไปถึงปลายทาง และต้องไม่ลืมว่าทั้งสองอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้เข้าประเทศหลักหมื่นล้านบาท

ยิ่งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี กำลังใกล้เข้ามาในปี 2558 ไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้าคุณภาพดี การเตรียมความพร้อมในเรื่องซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

มัดด์ กล่าวต่อไปว่า การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความผิดที่ตั้งใจ ดังนั้นผู้บริหารถือว่ามีส่วนรับผิดชอบด้วย ไม่ถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ เพราะปกติแล้วภัยพิบัติ หรือความผิดพลาดการทำงานอาจป้องกันไม่ได้ แต่การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทำให้ถูกต้องได้ตั้งแต่แรก และไม่จำเป็นต้องลงทุนติดตั้งให้มากเกินจำเป็น หากทำเช่นนี้องค์กรต่างๆ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการทำผิดกฎหมาย

ธุรกิจระวังกรรมใกล้ตัวซอฟต์แวร์เถื่อนตัดทางค้าโลก

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง