
อุตฯการพิมพ์เร่งปรับตัวรับโอกาสใหม่จากเออีซี
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย เป็น 1 ใน 7 กลุ่ม (คลัสเตอร์) ธุรกิจที่สำคัญในภาคผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทย ด้วยมีสัดส่วนสูงถึง 90% และที่มีมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นภาคส่งออกประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งและส่งออกเฉพาะด้านสิ่งพิมพ์(พรินท์ติง) ราว 1หมื่นล้านบาท ที่สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ให้การสนับสนุน ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “AEC Ready”
ปรัชญา เพิ่มทองคำ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายพัฒนาพื้นฐานธุรกิจ ISMED กล่าวว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยเป็นการรวมกลุ่มทางธุรกิจ หรือคลัสเตอร์ ที่มีตั้งแต่ต้นปลายน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจผลิตเยื่อกระดาษ โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิง) และเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 90% ไทยถือว่ามีจุดแข็งที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในชาติอาเซียน
ปัจจุบันในภูมิภาคนี้ มี 4 ประเทศที่อยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมการพิมพ์ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ไทยจะเป็นผู้นำที่ค่อนข้างโดดเด่น แต่มีปัจจัยบวกและลบด้านต่างๆ ที่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย ที่ต้องเร่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทันทีที่เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันก่อนการเปิดประตูอาเซียน โดยเฉพาะการวิเคราะห์ ปัจจัยบวกและลบด้านต่างๆที่มีผลกระทบกับอุตฯการพิมพ์ไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทันทีที่เข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน(เออีซี) ในปลายปี2558
ขณะที่ การรวมกลุ่มทางธุรกิจ หรือ คลัสเตอร์ ของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย ซึ่งมีตั้งแต่ต้นน้ำปลายน้ำประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจ ผลิตเยื่อกระดาษ โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์(แพคเกจจิง) ถือเป็นจุดแข็งที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในชาติอาเซียน โดยปัจจุบันในภูมิภาคนี้ มีเพียง 4 ประเทศแถวหน้าในอุตสาหกรรมการพิมพ์ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
“อุตสาหกรรมการพิมพ์ในอินโดนีเซีย ขณะนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจากการบริโภคภายในประเทศที่มีประชากรกว่า 300 ล้านคน ปัจจุบันยังสามารถผลิตเยื่อกระดาษได้เอง ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งจับตาให้ดี พร้อมปรับตัวรับมือการแข่งขันในตลาดการพิมพ์” ปรัชญา กล่าว
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ แบ่งเป็น โรงพิมพ์มีอยู่กว่า 3,500 ราย กลุ่มหมึกพิมพ์ราว 6,5007,000 ราย และที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ หรือการพิมพ์ พรินต์สกรีนต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีผู้ประกอบการรายย่อยแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ทาง ISMED ให้ความสำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพ ภายใต้โครงการ “เออีซี เรดดี”
ทั้งนี้ สถาบันมีเป้าหมายคัดเลือกเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมการพิมพ์ราว 500 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่เออีซี จากนั้นจะคัดเลือกเหลือ 150 ราย ฝึกอบรมให้ความรู้อย่างเข้มข้นในเชิงลึก เตรียมให้พร้อมมากที่สุดก่อนเข้าสู่ตลาดอาเซียน
ปรัชญา กล่าวว่า หากนับจำนวนคร่าวๆ ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยแล้ว ด้วยในอนาคต หลังก้าวเข้าสู่เวทีเออีซีแล้ว เชื่อว่าความต้องการในกลุ่มสินค้าบริการด้านการพิมพ์ประเภทต่างๆ มีแนวโน้มขยายตัวสูง โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มประเทศใหม่ หรือซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีทิศทางการเติบโตสูงในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา จากการเป็นประเทศเปิดใหม่ ที่มีความต้องการบริโภคภายในประเทศสูง โดยเฉพาะธุรกิจบัตรประเภทต่างๆ
จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตฯการพิมพ์ไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องปรับตัวทางธุรกิจทั้งเชิงรับและรุก ให้สอดคล้องกับแผนแม่บมด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่วางตำแหน่งให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางหรือ ‘ฮับ’ ด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์ในภูมิภาคอาเซียน ภายในปี2557
ทั้งนี้ ในอนาคตไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งด้านรับคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) การพิมพ์ต่างๆ และมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและจีนจะเข้ามาร่วมทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตด้านการพิมพ์ไปยังประเทศต่างๆ ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการไทยต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เพื่อคว้าโอกาสใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้
สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการธุรกิจการพิมพ์ไทย 1.การปรับรูปแบบขบวนธุรกิจใหม่ จากเดิมที่เป็นธุรกิจครอบครัว อาจไม่เหมาะสมแล้วในขณะนี้นอกจากนี้ ยังรวมถึงการทำตลาดระหว่างประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานด้านการพิมพ์ ขั้นตอนที่ 2.การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยในการทำงาน รวมถึงการพัฒนา ดิจิตอลคอนเทนต์ต่างๆ รองรับธุรกิจอี คอมเมิร์ซ3. การพัฒนาบุคลากรทางธุรกิจอุตสาหกรรมการพิมพ์ในไทย ให้มีทักษะ ความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งในอุตฯนี้จะเกี่ยวข้อง ทั้ง อาทิ นักออกแบบ หรือ ดีไซน์เนอร์ ปละแรงงานที่มีฝีมือ เป็นต้น จากปัญหาสำคัญ คือ การขาดแคลนคนเก่ง อย่างบุคลากรด้านเทคนิค ผู้ดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์การพิมพ์ ผู้คุมงาน หรือ วิศวกรผู้ดูแลเครื่องจักร ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
“นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่ปรับใช้ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบมากนักในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากมีการจ่ายค่าแรงในอัตราที่สูงกว่า 300 บาทมานานแล้ว ด้วยเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือเฉพาะทาง หรือ สกิล เวิร์คเกอร์” ปรัชญา กล่าว
สำหรับโครงการเตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC Ready) สำหรับอุตาสาหกรรมการพิมพ์ วางเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจการพิมพ์ที่เกี่ยวข้องในขนาดเล็ก อาทิ โรงพิมพ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มดีไซน์เนอร์ เป็นต้น เพื่ออบรมให้ความรู้ความเข้าใจ ในธุรกิจการพิมพ์ ที่เตรียมเข้าสู่เออีซี โดยเฉพาะ จำนวน 500 ราย
จากนั้นโครงการฯจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ราว150 รายจากจำนวนดังกล่าว ฝึกอบรมให้ความรู้เชิงลึก ในระดับเข้มข้นเพื่อ เพื่อให้มีความพร้อมมากที่สุดก่อนเข้าสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งโครงการฯจะดำเนินการสิ้นสุดในเดือนพ.ค.นี้
อย่างไรก็ตา ม หลังจากจากโครงการฯสิ้นสุดลงไปแล้ว ยังต้องติดตามต่อไปว่า กลุ่มเอสเอ็มอีด้านอุตสาหกรรรมการพิมพ์ไทย จะติดปีกบินไปสู่ตลาดอาเซียนได้จริงหรือไม่







