
ลดสเปกไกด์ให้จบแค่ม.3
ลดสเปกไกด์จากเดิมปริญญาตรี เหลือแค่ ม.3 ก็สอบเอาใบอนุญาตได้ อ้างแก้ขาดแคลน
ลดสเปกไกด์จากเดิมปริญญาตรี เหลือแค่ ม.3 ก็สอบเอาใบอนุญาตได้ อ้างแก้ขาดแคลน
คณะกรรมการเร่งรัดและติดตามปัญหาด้านการท่องเที่ยว ผ่านความเห็นชอบในหลักการ โดยลดหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้สอบใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ หรือไกด์นำเที่ยว โดยให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยม 3 สามารถสอบขอใบอนุญาตไกด์ภาษาต่างประเทศได้ จากหลักเกณฑ์เดิมที่ต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
นายอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เหตุผลว่า การลดหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนกรณีไกด์ภาษาต่างประเทศขาดแคลนอย่างเร่งด่วน ถือเป็นการแก้ไขเฉพาะกิจดำเนินการเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น รองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างก้าวกระโดด รวมถึงผลิตบุคลากรไกด์ให้มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศได้ทันต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558
สำหรับผู้ที่มีสิทธิสอบขอใบอนุญาตไกด์โครงการเฉพาะกิจนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีต้นสังกัดเป็นบริษัททัวร์ หรือประกอบอาชีพเป็นผู้ช่วยไกด์ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและการผลิตบุคลากรไม่ได้คุณภาพออกสู่ตลาด ป้องกันปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในอนาคต โดยกรมการท่องเที่ยวเตรียมเปิดอบรมวิสามัญ การสอบใบอนุญาตในโครงการดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ ได้เตรียมใช้งบ 10 ล้านบาท จัดโครงการฝึกอบรมไกด์ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละภาษาและมีทักษะสูงขึ้น รวมทั้งขอความร่วมมือสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ แนะนำนักศึกษาเรียนภาษาที่ขาดแคลน จากการสำรวจพบว่าจำเป็นต้องเร่งพัฒนาไกด์ภาษาที่ขาดแคลนหนัก 2 หมวดหมู่ คือ 1.ภาษาขาดแคลนในภาพรวม ได้แก่ ภาษาจีน เกาหลี รัสเซีย ญี่ปุ่น และสเปน 2.ภาษาอาเซียน ได้แก่ บาฮาซา พม่า และเวียดนาม
“ปัญหาไกด์ขาดแคลนต้องเร่งแก้ให้ถูกจุด เพราะต้องยอมรับว่า ข้อมูลจากบริษัททัวร์กับสมาคมไกด์ยังไม่ตรงกัน โดยทัวร์บอกว่าไกด์ขาดแคลน แต่สมาคมยืนยันว่าไม่ขาดแคลน กรมจึงต้องเร่งพัฒนาคุณภาพและจำนวนไปพร้อมๆ กัน” นายอานุภาพ กล่าว
ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวเตรียมเปิดประมูลว่าจ้างการทำวิจัยจัดเก็บสถิติบุคลากรไกด์ในระบบประมาณ 4-5 หมื่นคน และไม่อยู่ในระบบ เพื่อให้ทราบว่าไกด์แต่ละภาษามีจำนวนเท่าใด ปัจจุบันยังประกอบการอาชีพหรือไม่ เป็นต้น เพื่อประเมินผลพร้อมวางแผนพัฒนาบุคลากรได้อย่างมีทิศทางต่อไป







