
ไอซีทีปั้น8อุตฯดาวรุ่ง
ร่วมมือผู้ประกอบการบุกตลาดอาเซียนตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มเสริมแกร่งบุคลากร
ร่วมมือผู้ประกอบการบุกตลาดอาเซียนตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มเสริมแกร่งบุคลากร
ไอซีทีผนึกกำลังผู้ประกอบการเปิด 8 อุตสาหกรรมดาวรุ่งไทย พร้อมบุกตลาดอาเซียน 600 ล้านคน
นายจำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างเสวนา “การเปิดตลาดการค้าบริการสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของไทยในกรอบอาเซียน: ประเทศไทยพร้อมหรือไม่” ว่า ขณะนี้ไทยมี 8 อุตสาหกรรมดาวรุ่งที่สามารถพัฒนาศักยภาพ และความพร้อมของบุคลากรในประเทศให้ไปสร้างงานในตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน
อุตสาหกรรมทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย อุตสาหกรรมโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์บริการ แอนิเมชัน อีเลิร์นนิง สมองกลฝังตัว (Embedded Software) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีบริการเพื่อการท่องเที่ยว โดยอุตสาหกรรมดาวรุ่งทั้ง 8 ประเภทนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นว่าไทยต้องแข่งกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรที่ทำให้ไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ทั้งนี้ การส่งเสริมหรือเตรียมความพร้อมของไทยที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รัฐบาลต้องมีเป้าหมายจริงจัง เช่น ประเทศเวียดนามที่กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีให้ครบ 1 ล้านคนในอีก 7 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีเพียง 2 แสนคนเท่านั้น การสร้างรายได้จากซอฟต์แวร์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งประเทศเวียดนามจริงจังกว่าไทยมาก ดังนั้น หากไทยจะไปเปิดตลาดอาเซียน ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรมากกว่านี้
นายวิชัย เบญจรงคกุล นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย (ในพระ บรมราชูปถัมภ์) กล่าวว่า รัฐต้องแก้ปัญหาเรื่องหลักสูตรของสถาบันการศึกษาที่ต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเพื่อผลิตบุคลากรให้ไปเปิดตลาดอาเซียนได้ เพราะขณะนี้แรงงานด้านโทรคมนาคมของไทยขาดแคลนมาก เนื่องจากที่ผ่านมาหลักสูตรสถานศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นที่การผลิตบุคลากร ทำให้ไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังต้องมีกฎหมายที่ส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะกำหนดพื้นที่หรือเขตที่ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนได้ เพราะปัจจุบันยังไม่ค่อยชัดเจนมากนัก ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และเลือกที่จะไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงมากกว่า
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยต้องมองตลาดให้ใหญ่ขึ้น เพราะตลาดอาเซียนใหญ่กว่าประเทศไทย 10 เท่า รวมทั้งควรเจรจาเพิ่มเติมเรื่องการเปิดเสรี โดยจัดกลุ่มอื่นๆ ที่ระบุได้เองว่าจะเปิดเสรีเท่าไร อย่างไร ที่ผ่านมาการเปิดเสรีในกลุ่มบริการที่ตกลงไว้ คือ โทรเลข แฟกซ์ ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีบริการต้องเสรีจริง เช่น กำหนดให้ต่างชาติลงทุนได้ 70% แต่ในทางปฏิบัติยังติดขัดข้อกฎหมายและทำให้สัดส่วนการเปิดเสรีไม่ถึง 70%







