posttoday
แนะ 7 กลุ่มธุรกิจไทยเร่งปิดจุดอ่อนก่อนบุกตลาด

แนะ 7 กลุ่มธุรกิจไทยเร่งปิดจุดอ่อนก่อนบุกตลาด

21 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

ปลายปี 2558 คือช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศ 10 สมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน(เออีซี)ภายใต้ตลาดเดียวจากกำลังซื้อชาติอาเซียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคน

ขณะที่

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ “เอสเอ็มอีไทย” ถือเป็นทัพธุรกิจสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยที่จะต้องเข้าสู่สมรภูมิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้เปิดตัวโครงการเตรียมพร้อมเอสเอ็มอีเข้าสู่เออีซี พร้อมจับมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันก่อสร้างแห่งประเทศไทย สถาบันพลาสติก เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา 7 อุตสาหกรรมนำร่องไปยังตลาดอาเซียนในอนาคต

วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า โครงการ “AEC Ready” จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การดำเนินงานจะมุ่งไปยังกลุ่มเป้าหมายใน 7 อุตสาหกรรมที่มีโอกาส ได้แก่ 1.ก่อสร้าง 2.บริการเพื่อสุขภาพ 3.สิ่งทอ 4.อาหาร 5.การพิมพ์ 6.อัญมณีและเครื่องประดับ และ 7.พลาสติกและบรรจุภัณฑ์

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเป็นอันดับต้นๆ เพื่อขยายตลาด นอกเหนือจากความรู้ด้านภาษาเพื่อใช้เจรจาการค้าระหว่างประเทศสมาชิกชาติอาเซียนด้วยกันแล้ว ต้องให้ความสำคัญในด้านการวิเคราะห์ตลาด โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไปด้วย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้เฉพาะเจาะจงตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด

“ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยมีความน่าเป็นห่วงด้วยมีจุดอ่อนหลายด้าน ซึ่งแตกต่างจากเอสเอ็มอีเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ที่มีความพร้อม โดยเฉพาะจิตวิญญาณในการทำธุรกิจ รวมถึงด้านการบริหารจัดการทั้งเงินทุน คน สินค้า”

โครงการ “เออีซี เรดดี้” จะมุ่งให้ความสำคัญไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น ที่ต้องการทำตลาดส่งออก ซึ่งจะต้องแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ทั้งองค์ความรู้ การผลิต และทำตลาดเฉพาะ การสร้างตราผลิตภัณฑ์ (แบรนดิง) และการทำตลาดระหว่างผู้ซื้อผู้ขายที่มีศักยภาพ เป็นต้น

จากปัจจุบันกลุ่มชนชาติอาเซียนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเชื้อสายจีน, กลุ่มมุสลิม และกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือ ซีแอลเอ็มวี โดยกลุ่มหลังรวมประเทศไทย เข้าไปด้วยเป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มเป้าหมายจะมีความต้องการสินค้าแตกต่างกันออกไป

่อทิพย์ วิเศษพงษ์พันธุ์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสมรรถนะธุรกิจ สสว. ล่วว่า กลุ่มอุตสาหกรรมบริการเพื่อสุขภาพของไทยในปัจจุบัน ถือว่ามีจุดแข็งมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนหนึ่งจากนโยบายของภาครัฐทช่อทิพย์ วิเศษพงษ์พันธุ์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสมรรถนะธุรกิจ สสว. กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมบริการเพื่อสุขภาพของไทยในปัจจุบัน ถือว่ามีจุดแข็งมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนหนึ่งจากนโยบายของภาครัฐที่พยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์แบบครบวงจร

ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น แพทย์ พยาบาล กลุ่มธุรกิจคลินิก สปา หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนการท่องเที่ยว โรงแรมต่างๆ จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับตลาดตามไปด้วย ปัจจุบันอุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แต่ละกลุ่มต้องเร่งปิดจุดอ่อนของตัวเองในด้านต่างๆ เช่น กลุ่มสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ต้องรวมกลุ่มกันมากขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลุ่มอาหาร สิ่งทอ ต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ความรู้ใน 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน กฎหมายแต่ละประเทศ ความพร้อมด้านภาษา และที่สำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เป็นต้น

ปรัชญา เพิ่มทองคำ ผู้เชี่ยวชาญอบรมฝ่ายพัฒนาพื้นฐานธุรกิจ สสว. กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกโดยตรงระหว่างคู่ค้าราว 1 หมื่นล้านบาท และผลิตเพื่อส่งออกในภาพรวมราว 1 แสนล้านบาท ทั้งรูปแบบสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งนับจากนี้ไปผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่เกี่ยวข้องควรเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อการรวมกลุ่มในอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

จักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดส่งออกของกลุ่มวัสดุก่อสร้างไม่สามารถจัดเก็บตัวเลขที่ชัดเจน จากการทำตลาดแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ 1.การค้าบริเวณชายแดน ของผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง หรือ รับเหมารายย่อย และ 2.ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรท้องถิ่นในแต่ละประเทศ เป็นต้น

วัชรพงษ์ อินทรวงศ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร กล่าวในส่วนความรับผิดชอบในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร, สิ่งทอ และอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในการส่งออกลำดับต้นๆ

ขณะที่กลุ่มอาหารที่ปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกในตลาดอาเซียนกว่า1.8หมื่นล้านบาท และหลักแสนล้านบาทในตลาดทั่วโลก ส่วนกลุ่มสิ่งทอ มีมูลค่าราว5 แสนล้านบาท และอัญมณีฯ ราว3.5แสนล้านบาทซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ต้องเร่งปิดจุดอ่อนทั้งหมดให้ทันก่อนบุกตลาดอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ขณะที่กลุ่มพลาสติก ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ มีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 5 แสนล้านบาท กว่า 600 โรงงานผู้ผลิต และผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกว่า 3,500 ราย ซึ่งยังต้องปรับตัวอีกมาก โดยในส่วนของสถาบันพลาสติกได้เร่งดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าว พร้อมเตรียมเร่งยกระดับขีดการแข่งขันผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวเป็นเสียงสะท้อนที่ส่งผ่านมาจากตัวแทนทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่จะต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อน เพื่อตั้งรับและเตรียมบุกทำตลาดให้ทันก่อนเปิดประตูเวทีอาเซียนในอีกเกือบ 2 ปีข้างหน้านับจากนี้

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่