
เศรษฐา ทวีสิน ...เปิดใจไม่สนซื้อที่ดินอัสสัมชัญ
แสนสิริ ออกตัวได้ร้อนแรงกับยอดขายในครึ่งไตรมาสแรก 1.4 หมื่นล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลงานการขายในงาน “Sansiri Life Comes Home 2013” ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ถึง 1.3 หมื่นล้านบาท (เป็นยอดจองก่อนงาน 7,000-8,000 ล้านบาท) ขณะที่เป้าหมายของ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ คือ เติบโต 20-30% จึงเป็นเป้าหมายที่ร้อนแรงและท้าทายอยู่พอสมควร
แสนสิริ ออกตัวได้ร้อนแรงกับยอดขายในครึ่งไตรมาสแรก 1.4 หมื่นล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลงานการขายในงาน “Sansiri Life Comes Home 2013” ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ถึง 1.3 หมื่นล้านบาท (เป็นยอดจองก่อนงาน 7,000-8,000 ล้านบาท) ขณะที่เป้าหมายของ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ คือ เติบโต 20-30% จึงเป็นเป้าหมายที่ร้อนแรงและท้าทายอยู่พอสมควร
ถ้าตั้งเป้าจะเติบโต 20% ต่อปี แสนสิริต้องมีรายได้ขายเพิ่มขึ้นถึง 6,000 ล้านบาท เท่ากับรายได้ของบริษัทระดับกลางในตลาดหลักทรัพย์ทั้งปี จึงต้องขยายธุรกิจเพิ่ม โดยในต่างจังหวัดจะเอาคอนโดมิเนียมเป็นตัวนำ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าที่ยังมีไม่มาก ถ้าจังหวะเวลาสมควรก็จะทำให้มากขึ้นทั้งอพาร์ตเมนต์และรีเทล แต่ยังไม่ทำใน 1-2 ปีนี้
“นอกจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองตามแนวรถไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ได้ขยายธุรกิจเพิ่มในการลงทุนในต่างจังหวัด ไปตามแคมปัส แหล่งงาน ชุมชนเก่าๆ เป็นการเพิ่มแนวการทำธุรกิจรองรับกับการเติบโต” เศรษฐา กล่าว
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้ เศรษฐา มองว่า การที่ดอกเบี้ยยังต่ำจะเป็นตัวกระตุ้นทั้งในด้านการลงทุนและกำลังซื้อที่จะมีเพิ่มขึ้น ในขณะนี้ถือว่าตลาดยังไปได้ดีอยู่ ยังไม่มีอะไรน่าวิตก แต่ตลาดหุ้นอาจจะร้อนแรงไปหน่อย จึงควรลดดอกเบี้ยลง เพราะเงินไหลเข้ามามาก 70% อยู่ในตราสารหนี้ อีก 30% อยู่ในหุ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้คงจะไม่ลุกลามทำให้เกิดฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง เศรษฐา บอกว่า “ถ้าถามผม ผมไม่เห็นเจอฟองสบู่ เพราะโครงการยังขายได้ สร้างเสร็จโอนได้ก็แสดงว่ามีคนเข้าอยู่ ส่วนเก็งกำไรผมว่าต้องมีสัดส่วน 5060% ถึงจะทำให้เกิดฟองสบู่ ขณะนี้ตลาดเก็งกำไรน่าจะมีอยู่ 5-15% ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ โอกาสที่การเก็งกำไรจะถึง 50% ตอนนี้คงไม่มี”
มาถึงเรื่องร้อนๆ ที่ชื่อของเศรษฐาและแสนสิริถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดินโรงเรียนอัสสัมชัญที่เป็นข่าวขัดแย้งกันอยู่พักใหญ่ เศรษฐาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงและไม่เคยสนใจจะซื้อ
“แต่สมมติว่าสนใจขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือเปล่า” เศรษฐา ตั้งคำถาม
“ถ้าสมมติว่าเจ้าของเขาเถียงกันจบว่าจะขายแล้วผมจะไปซื้อ ผมผิดหรือเปล่า ผมไม่ผิดนะ แต่เวลาสื่อนำเสนอออกไปกลายเป็นว่าผมผิด ไม่รู้ใครไปปล่อยข่าว”
เช่นเดียวกับความเกี่ยวข้องกับการเมืองที่เศรษฐาปฏิเสธว่าไม่เคยเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้ใคร แม้ว่าจะสนิทกับทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
“เวลากินข้าวกับคุณโต้ง (กิตติรัตน์) ผมไม่เคยคุยกันเรื่องการเมือง คุยกันแต่เรื่องฟุตบอล” เศรษฐาปิดท้าย







