
น้องใหม่ เซนซ่า ไลฟ์ฯสร้างตลาดจากคนนอกเครือข่าย
“
ในธุรกิจขายตรง ตลาดที่ยากที่สุดคือญี่ปุ่น เมื่อเราสามารถเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ ตลาดอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก และไทยเป็นตลาดแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราเลือกเข้ามาลงทุน” แอนโทนี ดีแอส ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท เซนซ่า ไลฟ์ ไซเอนซ์ (สหรัฐอเมริกา) กล่าวถึงการเข้ามาบุกเบิกธุรกิจขายตรงในประเทศไทยแม้จะจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แต่เซนซ่า ไลฟ์ฯ ริเริ่มธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ แอนโทนี ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทเครือข่ายข้ามชาติหลายแห่งที่เข้าไปบุกตลาดญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นแอมเวย์ เฮอร์บาไลฟ์ และเป็นผู้ริเริ่มการตลาดเครือข่ายในรูปแบบไบนารีทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
ล่าสุด แอนโทนี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซินเนอร์จี เวิลด์ไวลด์ ในประเทศญี่ปุ่น และต่อมาขายหุ้นให้กับบริษัทแม่ และหันมาก่อตั้งบริษัท เซนซ่า ไลฟ์ ไซเอนซ์ และเลือกขยายธุรกิจในญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก เพราะเป็นฐานธุรกิจเครือข่ายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมเซนซ่า ไลฟ์ฯ ยังไม่คิดเข้ามาขยายธุรกิจ แต่มีนักธุรกิจไทยที่ไปเจอสินค้าของบริษัท และสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์ของบริษัทซึ่งเป็นเครื่องดื่มรสผลไม้เพื่อสุขภาพ
“เนคทูร่า” มาทำตลาดเมื่อกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ผ่านรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดขายเดือนละ 10 ล้านบาท จึงตัดสินใจเปิดสาขาประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคนี้ และจะใช้รูปแบบธุรกิจในประเทศไทยขยายสู่ประเทศอื่นๆ ต่อไปแอนโทนี กล่าวว่า บริษัทได้เข้าเทกโอเวอร์กิจการของบริษัท สตาร์เล็ท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไว้ตั้งแต่ปี 2547 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเซนซ่า ไลฟ์ฯ ซึ่งขออนุมัติดำเนินการกับกรมทะเบียนการค้าเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเสนอปรับแผนธุรกิจใหม่กับ สคบ. โดยแผนตลาดที่จะใช้คือระบบไบนารี
ขณะที่สินค้าหลักของเซนซ่า ไลฟ์ฯ จะเน้นเครื่องดื่มรสผลไม้
“เนคทูร่า” เพียงตัวเดียวก่อนในปีนี้ และอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีก 23 ผลิตภัณฑ์ จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในบริษัทราว 18 ชนิด“
ไทยเป็นฐานที่ใหญ่สำหรับธุรกิจขายตรง เพราะคนไทยเปิดกว้าง และมีสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน หากสามารถปรับแผนธุรกิจให้เข้ากับคนไทย คนในแต่ละท้องถิ่น มีโอกาสเติบโตได้มากกว่าบริษัทขายตรงข้ามชาติเสียอีก” แอนโทนี กล่าวส่วนปัญหาการเมือง เขาเชื่อว่าไม่ทำให้การดำเนินธุรกิจขายตรงมีปัญหาได้ เมื่อการดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศนี้ถูกกฎหมาย การเมืองก็ไม่สามารถปิดโอกาสของธุรกิจนี้ หรือการเมืองไม่สามารถปิดโอกาสจากคนที่หิวได้ อย่างกรณีประเทศจีน ซึ่งการทำธุรกิจขายตรงยังไม่ถูกกฎหมาย แต่คนจีนก็ไปนำเข้าสินค้าของบริษัทมาจากฮ่องกง เป็นต้น เพราะฉะนั้นสำหรับเซนซ่า ไลฟ์ฯ แล้ว ปัญหาการเมืองไทยไม่สามารถหยุดเขาได้
แอนโทนี กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมาของธุรกิจขายตรงในประเทศไทย คือ ผู้ประกอบการทุกรายต่างมุ่งไปที่นักขายที่มีอยู่แล้ว มุ่งแต่วงจรเครือข่ายเดิม แต่ไม่ได้พยายามขยายไปสู่คนกลุ่มใหม่ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละประเทศ ซึ่งมีจำนวนอีกมากมายหลายสิบเท่า ทำให้ที่ผ่านมาตลาดไม่เติบโต อย่างธุรกิจของเซนซ่า ไลฟ์ฯ ในประเทศญี่ปุ่น มากกว่า 90% ของนักธุรกิจมาจากคนนอกเครือข่าย
กลยุทธ์ของเซนซ่า ไลฟ์ฯ เน้นแผนการตลาดที่เรียบง่าย ดีสำหรับนักขายอิสระมืออาชีพ และดีสำหรับคนนอกเครือข่ายที่จะเข้ามา รวมทั้งจะมีการเปิดศูนย์ขนาดเล็กเพื่อเจาะตลาดในต่างจังหวัด เรียกว่า
“e Center” ซึ่งนอกจากจะบุกตลาดเมืองไทยในปีนี้แล้ว จะขยายตลาดลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์พร้อมๆ กันภายในปีนี้เลยสำหรับประเทศไทย เซนซ่า ไลฟ์ฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีแรกนี้ไว้ 400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าตัวจากการทดลองทำตลาดในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดว่าจะมีนักธุรกิจอิสระประมาณ 2.5 หมื่นคน แต่ตั้งเป้าหมายต่อไปด้วยว่า ภายใน 12 ปี จะก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งใน 10 บริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทย ส่วนจะทำได้หรือไม่ ต้องรอลุ้นกันดู







