
ตรึงราคาน้ำมันกองทุนเสี่ยงนี้เบาน
ในภาวะราคาน้ำมันขาขึ้น แต่รัฐบาลยังคงนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทำให้หลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคาพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ในภาวะราคาน้ำมันขาขึ้น แต่รัฐบาลยังคงนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทำให้หลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคาพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วงต้นปียังคงปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลก็ยังคงใช้นโยบายประชานิยมตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท และยืดระยะเวลาการปรับขึ้นราคาแอลพีจีออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือน มี.ค.
รายรับหลักของกองทุนน้ำมันฯ ที่ได้จากน้ำมันดีเซลทยอยลดลงจากเดิมที่เคยมีการจัดเก็บได้วันละ 46 ล้านบาท หลังจากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จาก 80 สต./ลิตร เหลือ 30 สต./ลิตร และทำให้ขณะนี้น้ำมันดีเซลแต่ละลิตรยังนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยวันละ 17.2 ล้านบาท
นอกจากนั้น นโยบายการยกเลิกจำหน่ายเบนซิน 91 ก็ส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันฯ ลดลงไปจากเดิม แต่รายจ่ายยังเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่วันละ 49.26 ล้านบาท และมีหนี้สะสมติดลบอยู่ 1.5 หมื่นล้านบาท
หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.5 บาท/ลิตร และผู้ค้าน้ำมันจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกดีเซล เชื่อว่าท้ายสุดกระทรวงพลังงานก็ต้องตัดสินใจลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ให้เหลือศูนย์แน่นอน เพื่อกดดันไม่ให้ราคาขายปลีกดีเซลขยับจากระดับปัจจุบันที่ 29.99 บาท/ลิตร ส่วนทางด้านราคากลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ จะปล่อยให้ขึ้นลงตามกลไกตลาด
ชายน้อย เผื่อนโกสุม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพ. กล่าวว่า พิจารณาจากรายรับรายจ่ายเงินกองทุนน้ำมันฯ ในตอนนี้ยังไม่ถึงกับน่าห่วงมากนักจนกลายเป็นจุดเสี่ยง แม้จะติดลบรายวันก็ตาม เพราะยังมีรายได้จากการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของกลุ่มเบนซินอยู่บ้าง แต่รายจ่ายที่มากคือการชดเชยการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศและการอุดหนุนราคาแอลพีจีหน้าโรงแยก
แต่หากรายได้ลดลงจนทำให้ฐานกองทุนน้ำมันฯ ติดลบรายวันเพิ่มขึ้น ก็มีแผนใช้วงเงินกู้ที่เปิดไว้เหลืออยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท มาบริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ ได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้เงินกู้ไป 4,900 ล้านบาท
ทั้งนี้ คาดหวังว่าหากนโยบายการปรับขึ้นราคาแอลพีจีสามารถดำเนินการได้ จะทำให้ปริมาณการใช้แอลพีจีลดลง โดยเฉพาะภาคขนส่งและทำให้การนำเข้าแอลพีจีลดลง จากปัจจุบันที่เฉลี่ยยังต้องนำเข้าแอลพีจี 1.5 แสนตัน/เดือน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 3,0004,000 ล้านบาท บนพื้นฐานราคาแอลพีจีตลาดโลกอยู่ที่ 910 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ไม่ว่าจะปรับราคาแอลพีจีได้หรือไม่ แต่การดูแลราคาดีเซลยังคงเดินหน้าต่อ โดย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในช่วง 34 เดือนนี้แน่นอน เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการได้ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนไม่ให้แบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินไป
เมื่อรัฐบาลยังคงนโยบายตรึงราคา คงต้องลุ้นกันว่ากองทุนน้ำมันฯ จะกลับไปเจอกับปัญหาหนี้เน่าสะสมหลักแสนล้านบาทเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่!







