
จับตาธุรกจค้าปลีกปี 2556
เทศกาลตรุษจีนก็เพิ่งผ่านพ้นไป ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายประสบกับความสุข สุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง เฮงๆ รวยๆ กันทุกท่านครับ ท่านที่ปีเกิด “ชง” หรือไม่ถูกกันกับปีนักษัตรประจำปีนี้ก็คงไปแก้ชงกันเรียบร้อย ส่วนท่านที่ปีเกิด “ฮะ” หรือถูกกันกับนักษัตรประจำปีนี้ก็คงจะทำมาค้าขึ้นกันนะครับ วันนี้ผมเลยนำข้อมูลธุรกิจค้าปลีกจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลยอดฮิตมาฝากกัน
เทศกาลตรุษจีนก็เพิ่งผ่านพ้นไป ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายประสบกับความสุข สุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง เฮงๆ รวยๆ กันทุกท่านครับ ท่านที่ปีเกิด “ชง” หรือไม่ถูกกันกับปีนักษัตรประจำปีนี้ก็คงไปแก้ชงกันเรียบร้อย ส่วนท่านที่ปีเกิด “ฮะ” หรือถูกกันกับนักษัตรประจำปีนี้ก็คงจะทำมาค้าขึ้นกันนะครับ วันนี้ผมเลยนำข้อมูลธุรกิจค้าปลีกจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลยอดฮิตมาฝากกัน
ธุรกิจค้าปลีกในปี 2555 ที่ผ่านมามีขนาดประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปีนี้ก็มีแนวโน้มที่จะขยายตัวประมาณร้อยละ 89 เป็น 1.6 ล้านล้านบาท จากปัจจัยหนุนด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ การลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งรายใหญ่ของไทยและนักลงทุนต่างชาติที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการบริหารธุรกิจค้าปลีก ต่างให้ความสนใจที่จะขยายตลาดค้าปลีกกันมากขึ้น โดยเฉพาะร้านค้าปลีกขนาดเล็กเนื่องจาก
1.พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการเน้นความสะดวกรวดเร็ว การซื้อสินค้านั้นผู้บริโภคจะซื้อจำนวนน้อยชิ้น แต่ความถี่ในการซื้อจะบ่อยขึ้น จึงต้องการร้านจำหน่ายสินค้าที่ครบครัน และไม่อยากเสียเวลาในการเดินทาง รวมถึงหาที่จอดรถ ทำให้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
2.ทำเล หรือพื้นที่ที่เหมาะสมในการขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เริ่มหายากมากขึ้น อีกทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูงและใช้ระยะเวลานานในการคืนทุน ในขณะที่การขยายธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถหาพื้นที่ที่เหมาะสมได้ง่ายกว่า และอาศัยเงินลงทุนไม่มากนัก อีกทั้งยังสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น
3.ข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายผังเมือง ทำให้การขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและเข้าใกล้พื้นที่ชุมชนทำได้ง่ายกว่า ในขณะที่การขยายสาขาขนาดใหญ่อาจมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในเรื่องของกฎหมายผังเมือง และหากร่าง พ.ร.บ.ค้าส่งค้าปลีกมีผลบังคับใช้ ก็ยิ่งทำให้การขยายสาขาขนาดใหญ่ทำได้ยากลำบากมากขึ้น
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะมีจำนวนสาขาร้านค้าปลีกขนาดเล็กเปิดให้บริการเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 สาขา ทำให้มีจำนวนสาขารวมกันไม่ต่ำกว่า 1.1 หมื่นสาขาในปี 2556 เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งมีรูปแบบร้านค้าปลีกใกล้เคียงกับไทย พบว่าสัดส่วนของร้านค้าปลีกขนาดเล็กของไทยต่อความหนาแน่นของประชากรยังต่ำอยู่ ดังนั้นจึงอาจประเมินได้ว่าไทยยังมีโอกาสที่จะขยายร้านค้าปลีกขนาดเล็กได้อีก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งรูปแบบการดำเนินการรุกขยายสาขาของร้านค้าปลีกขนาดเล็กสามารถแบ่งได้ดังนี้
1.ร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ (Convenience Store) ยังคงเป็นรูปแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กที่ผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจและรุกขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหม่ หรือผู้ประกอบการค้าปลีกในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภคบริโภคก็หันมารุกขยายตลาดค้าปลีกขนาดเล็กกันมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด ซึ่งสอดคล้องไปกับการขยายตัวของความเป็นเมืองที่มุ่งออกสู่ต่างจังหวัด (Urbanization) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2556 มูลค่าตลาดร้านค้าปลีกสะดวกซื้อจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1520 และจัดเป็นร้านค้าปลีกที่ยังคงมีการเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับค้าปลีกรูปแบบอื่นๆ
2.ร้านค้าปลีกขนาดเล็กแบบผสมผสาน (MixConcept) ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เป็นการแตกไลน์ธุรกิจให้มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นหลัก เช่น ซูเปอร์คอนวีเนียนสโตร์ (SuperConvenience Store) มีจุดเด่นคือ เป็นร้านค้าปลีกสะดวกซื้อขนาดเล็กที่นอกจากจะมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ยังมีการเพิ่มในส่วนของโซนอาหารสดเข้าไปด้วย เช่น ผัก ผลไม้ โดยยังคงเน้นตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย ซึ่งร้านค้าปลีกรูปแบบนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ และกำลังเริ่มทดลองทำตลาด โดยเน้นจับกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง
3.การจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) โดยเฉพาะในกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการเปิดร้านค้าปลีกขนาดเล็กนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นอกจากจะช่วยลดต้นทุนและลดระยะเวลาในการหาทำเลที่ตั้งใหม่แล้ว หากผู้ประกอบการได้พันธมิตรที่มีศักยภาพและมีเครือข่ายครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ซึ่งมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ก็จะช่วยลดต้นทุนในส่วนการตลาดลงได้ อีกทั้งสถานีบริการน้ำมัน หรือคอนโดมิเนียมก็ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวจำนวนมาก
แม้ว่าธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะค้าปลีกขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการรองรับการขยายตัวในอัตราที่สูง แต่ในขณะเดียวกันก็จะเกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้ประกอบการเดิมหรือร้านโชห่วยก็ต้องปรับตัวให้ทัน ส่วนผู้ผลิตสินค้าหรือซัพพลายเออร์ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อาศัยร้านโชห่วยเป็นช่องทางในการขายสินค้าก็จะต้องเร่งปรับตัวในการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ และใช้กลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ผมก็หวังว่าธุรกิจของคนไทยเราจะสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในยุคที่การค้าไร้พรมแดนเช่นนี้ ขอเอาใจช่วยครับ







