
สศค.ตบเท้าลุยแก้หนี้แบงก์รัฐ
คลังเดินสายแก้หนี้เสีย2แบงก์รัฐ5.66หมื่นล้านบาท ยอมรับหนี้เสียเอสเอ็มอีแบงก์แก้ได้ยาก
คลังเดินสายแก้หนี้เสีย2แบงก์รัฐ5.66หมื่นล้านบาท ยอมรับหนี้เสียเอสเอ็มอีแบงก์แก้ได้ยาก
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนังานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในวันที่ 8 ก.พ. 2556 คณะทำงาน สศค. จะเดินทางไปหารือกับผู้บริหารของธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อให้ธนาคารชี้แจงแผนฟื้นฟูธนาคารเรื่องการแก้ไขหนี้เสียจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งมีจำนวนหนี้เสียมากและมีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราที่น่าเป็นห่วง ทำให้กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ต่ำกว่าที่คลังกำหนดไว้ 8.5 เท่า
นอกจากนี้ในวันที่ 11 ก.พ. 2556 จะเดินทางไปพบกับผู้บริหารของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เพื่อหารือแผนฟื้นฟูของธนาคารที่มีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2555 เอสเอ็มอีแบงก์มีสินทรัพย์ 9.87 หมื่นล้านบาท มีหนี้สิน 9.63 หมื่นล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 9.67 หมื่นล้านบาท มีหนี้เสีย 3.19 หมื่นล้านบาท หรือ 33% ของหนี้ทั้งหมด มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) 1 เท่า
ขณะที่ไอแบงก์มีสินทรัพย์1.3 แสนล้านบาท มีหนี้สิน 1.26 แสนล้านบาท มีสินเชื่อ 1.09 แสนล้านบาท มีหนี้เสีย 2.47 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 22.5% ของหนี้ทั้งหมด มีเงินกองทุน BIS 4.6 เท่า
นายสมชัย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์ ยังไม่ใช้แนวทางข้อเสนอของธนาคารโลกที่ให้แยกหนี้เสียออกไปบริหาร และให้นำส่วนที่ดีของเอสเอ็มอีแบงก์ไปควบรวมกับธนาคารออมสิน เพราะต้องการให้ธนาคารแก้ไขตามแผนฟื้นฟูว่าสามารถทำได้หรือไม่
สำหรับหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ยอมรับว่าเป็นหนี้เสียที่แก้ไขได้อยาก เพราะเป็นการปล่อยกู้ในกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง ที่เป็นลูกค้าที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ ทำให้เงินกองทุน BIS อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดจะขายหนี้เสียให้บริษัทที่บริหารหนี้เสีย แต่มีปัญหาว่าการขายในราคาต่ำจะทำให้ผิดกฎหมาย
นายสมชัย กล่าวว่า หลังมีแนวทางการควบรวมเอสเอ็มอีแบงก์กับธนาคารออมสินทำให้ผู้ฝากเงิน และลูกค้าที่จะมาขอสินเชื่อขาดความเชื่อมั่น เริ่มมีการถอนเงินฝากของรายใหญ่ และลูกหนี้รายใหม่ไม่มาขอสินเชื่อ ตอนนี้คลังจึงต้องการให้ให้เอสเอ็มอีแบงก์เร่งทำแผนแก้หนี้เสียให้คลังเป็นการด่วน เพื่อทำการเพิ่มทุนแก้ปัญหา ส่วนจะใช้เงิน 5,000 ล้านบาท ตามที่ธนาคารขอมาหรือไม่ยังบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการแก้หนี้เสียหากแก้ได้มากก็จำให้เงินเพิ่มทุนน้อยลง
นายสมชัย ปฏิเสธที่จะชี้แจงในส่วนของหนี้เสียของธนาคารไอแบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเอสเอ็มอีแบงก์ เพราะว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ได้สั่งการให้มีการทำแผนฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนแล้ว ซึ่ง สศค. ก็ได้ติดตามเชิงรุกเพื่อไม่ให้ปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น
นายสมชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารโลกได้เข้ามาศึกษาการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล และได้เสนอให้มีการยุบรวมธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) กับธนาคารออมสิน เพื่อแก้ไขหนี้เสียที่มีเพิ่มมากขึ้น
ข้อเสนอของธนาคารโลกให้มีการแยกหนี้เสียออกจากธนาคารก่อน และให้นำหนี้ส่วนดีของเอสเอ็มอีแบงก์ไปควบรวมกับธนาคารออมสิน ซึ่งทาง สศค. ได้นำมาศึกษาต่อแต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะดำเนินการข้อเสนอของธนาคารโลกหรือไม่ เพราะต้องการให้เอสเอ็มอีแบงก์แก้ปัญหาหนี้เสียด้วยตัวเองก่อน
ปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์มีหนี้เสีย 3.19 หมื่นล้านบาท หรือ 33% ของหนี้เสียทั้งหมด มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) เพียงแค่ 1 เท่าเท่านั้น จากมาตรฐานที่ไม่ควรต่ำกว่า 8.5% เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อย โดยเอสเอ็๋มอีแบงก์ขอเงินเพิ่มทุนจากคลังประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขฐานะของธนาคารให้ดีขึ้น







