
ใช้สนามแม่เหล็กเพิ่มผลผลิต
กรมวิชาการเกษตรชูแนวคิดวิจัย ใช้สนามแม่แหล็กถาวร ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ ลุ้นผลอีก 2 ปีได้ใช้จริง
กรมวิชาการเกษตรชูแนวคิดวิจัย ใช้สนามแม่แหล็กถาวร ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ ลุ้นผลอีก 2 ปีได้ใช้จริง
นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร ได้รับทุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ศึกษาวิจัยชีววิทยาของสนามแม่เหล็กที่มีผลต่อการเจริญเติบโตพืชเศรษฐกิจ ทั้งพืชอาหาร และพืชพลังงาน ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อย และมันสำปะหลัง เพื่อประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิตในอนาคต
หลังสิ้นสุดงานวิจัย คาดว่า จะได้เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตพืชด้วยสนามแม่เหล็กถาวรเพื่อเตรียมความพร้อมในภาวะโลกร้อน และเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร เพื่อการผลิตพืชให้ทนทานในสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือสภาวะโลกร้อนที่ต้องการพืชที่เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น
ขณะนี้ ประเทศรัสเซีย จีน โปแลนด์ บัลแกเรีย และอิสราเอล ได้ศึกษาและประยุกต์ใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กในการผลิตพืชหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ อ้อย ข้าว เมล็ดแตงกวา เมล็ดข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วลิสง และพิทูเนีย เป็นต้น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สารเคมีน้อย ต้นทุนต่ำ ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งยังสะดวกต่อการใช้งานในฟาร์มและการบำรุงรักษาในระยะยาวด้วย
“ทุกวันนี้ การผลิตพืชใช้สารเคมีปริมาณมาก ทั้งปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต สารชะลอความสุกแก่และเน่าเสีย รวมถึงสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในโรงเก็บ ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งยังมีปัญหาสารพิษตกค้างปนเปื้อนผลผลิต ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคด้วย การวิจัยดังกล่าวเมื่อประสบความสำเร็จน่าจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างเป็นรูปธรรม” นายดำรงค์ กล่าว
ด้านนางชุติมันต์ พานิชศักดิ์พัฒนา นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันวิจัยพืชไร่ฯ อยู่ระหว่างเร่งศึกษาทดสอบภาคสนาม ที่แปลงข้าวโพดและถั่วเหลืองของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น พร้อมทดสอบในแปลงปลูกมันสำปะหลังของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา แปลงปลูกอ้อยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี และแปลงปลูกมันสำปะหลังของศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง จากนั้นจะดำเนินการทดสอบในระดับแปลงเกษตรกรด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จและได้ผลการวิจัยเรื่องนี้ภายในเดือน ม.ค. 2557
ทั้งนี้ บทบาทของสนามแม่เหล็กถาวร มีการศึกษาจำแนก 2 ลักษณะ คือ 1.การใช้สนามแม่เหล็กถาวรกระตุ้นการงอกและการเจริญเติบโตของพืชจากเมล็ดโดยตรง และ 2.การใช้น้ำที่ผ่านการกระตุ้นโดยสนามแม่เหล็กถาวรมาใช้กับระบบการให้น้ำพืชและเพิ่มผลผลิต
รายงานการวิจัย ระบุว่า พืชที่ได้รับพลังงานแม่เหล็กถาวรและน้ำพลังแม่เหล็ก จะสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นและยังประหยัดการใช้น้ำ ซึ่งสนามแม่เหล็กถาวรจะไปกระตุ้นยีนที่ตอบสนองต่อความเครียดของพืชเป็นผลให้พืชแข็งแรงและต้านทานสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น
การทดสอบน้ำผ่านการกระตุ้นจากสนามแม่เหล็กถาวรต่อพืช พบว่า ช่วยเพิ่มการละลายของแร่ธาตุอาหารของพืช เนื่องจากแรงตึงผิวของน้ำลดลง ค่า pH เหมาะสมต่อการซึมผ่านของน้ำสู่รากพืช และการซึมผ่านของน้ำสู่อนุภาคดินได้ลึกและเร็ว ทำให้บริเวณรากพืชและอัตราการเจริญเติบโตของพืชดีขึ้น
ผลผลิตเพิ่มและสุกแก่เร็วกว่ากำหนด สามารถช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าแรงงาน ทั้งยังประหยัดเวลาในการเก็บเกี่ยว และลดปริมาณการใช้สารกำจัดศัตรูพืชได้ค่อนข้างมาก เป็นผลดีโดยตรงต่อสุขภาพ ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากเหมือนการใช้สารเคมีอย่างที่ผ่านมา
“จุดเด่นของการใช้พลังแม่เหล็กถาวรมีผลต่อพืชหลายด้าน อาทิ เพิ่มอัตราความเร็วของการงอกและเปอร์เซ็นต์การงอกเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาระบบรากพืชดีขึ้น ทำให้พืชมีความแข็งแรง การติดดอกและให้ผลผลิตเร็วขึ้น ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ที่สำคัญยังเป็นแนวทางช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น หากจ่ายค่าต้นทุนลดลง ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาก็จะดีขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน” นางชุติมันต์ กล่าว







