ไขข้อข้องใจภาษีสามี ภริยา เกณฑ์ใหม่
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรขัดหรือแย้งต่อมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้กรมสรรพากรต้องมีการบัญญัติเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ของสามีและภริยาขึ้นใหม่ตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้บังคับสำหรับการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป (ยื่นภาษีตั้งแต่เดือน ม.ค. พ.ศ. 2556)
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรขัดหรือแย้งต่อมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้กรมสรรพากรต้องมีการบัญญัติเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ของสามีและภริยาขึ้นใหม่ตามมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร และให้ใช้บังคับสำหรับการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป (ยื่นภาษีตั้งแต่เดือน ม.ค. พ.ศ. 2556)
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้สามีภริยาใหม่ เรามาดูกันก่อนนะครับว่า มาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากรที่บัญญัติขึ้นใหม่มีใจความสำคัญอย่างไร
มาตรา 57 ฉ
“ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา 56
ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง
สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระสามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น
เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการดังกล่าว”
ข้อสังเกตจากมาตรา 57 ฉ เฉพาะวรรค 2 แสดงว่ากรมสรรพากรให้ความสำคัญกับความชัดแจ้งของเงินได้ ว่าใครเป็นผู้มีเงินได้ คนนั้นมีหน้าที่เสียภาษี ดังนั้นถ้าสามีมีเงินได้จากเงินเดือน 1 ล้านบาท ภริยามีเงินได้จากค่านายหน้า 1.5 ล้านบาท สามีก็มีหน้าที่ยื่นรายการเงินได้ 1 ล้านบาท ภริยามีหน้าที่ยื่นรายการเงินได้ 1.5 ล้านบาท
กรณีนี้อาจมีผู้สงสัย เช่น สามี ภริยา มีบ้านที่เป็นสินสมรส คือ ได้มาหลังจากแต่งงาน ภริยานำไปให้คนอื่นเช่า ค่าเช่าจะเป็นเงินได้ของใคร สามีภริยาคนละครึ่ง หรือของภริยาคนเดียว คำตอบคือ ของภริยาคนเดียว เนื่องจากภริยาเป็นผู้มีเงินได้ กรมสรรพากรจะดูว่าผู้มีเงินได้คือใคร ไม่สนใจแหล่งเงินได้ว่ามาจากไหน ดังนั้นกรณีนี้ภริยามีหน้าที่เสียภาษี
ส่วนความหมายของประโยคที่ว่า ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) หมายความว่า เงินได้พึงประเมินที่ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) แห่งประมวลรัษฎากรให้แบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่งคือ คนละ 50% จะกำหนดเป็นสัดส่วนอื่น เช่น สามี 20% ภริยา 80% ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น บัญชีเงินฝากที่เป็นชื่อร่วมสามีภริยาดอกเบี้ยที่ได้ต้องหารครึ่ง เป็นของสามีครึ่งหนึ่งและของภริยาครึ่งหนึ่ง หรือค่าเช่าที่สัญญาเช่าเป็นชื่อร่วมของสามีภริยา ค่าเช่าที่ได้ต้องหารครึ่ง เป็นของสามีครึ่งหนึ่งและของภริยาครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สามีและภริยามีเงินได้จากค่าเช่าบ้านร่วมกัน 8 แสนบาท ให้แบ่งเงินได้เป็นของสามี 4 แสนบาท และเงินได้ของภริยา 4 แสนบาท
ยกเว้นเฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรจะเลือกแบ่งเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แบ่งเป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สามีและภริยามีเงินได้จากการเปิดร้านขายอาหารร่วมกัน 4 แสนบาท จะแบ่งเงินได้เป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่งคือ เป็นของสามี 2 แสนบาท และของภริยา 2 แสนบาท หรือจะตกลงแบ่งตามส่วนที่เป็นของตนก็ได้ เช่น ตกลงแบ่งเงินได้เป็นส่วนของสามี 20% และเป็นส่วนของภริยา 80% ดังนั้นสามีมีเงินได้ 8 หมื่นบาท ภริยามีเงินได้ 3.2 แสนบาท กรณีนี้ก็เช่นกันว่า ถามว่าจะต้องแสดงหลักฐานให้กรมสรรพากรดูมั้ยว่า สามีภริยาตกลงแบ่งกันในอัตรา สามี 20% ภริยา 80% คำตอบคือ ไม่ต้องครับ และถามว่า ถ้าปีนี้กำหนดตกลงแบ่งกันในอัตรา สามี 20% ภริยา 80% ปีหน้าจะขอเปลี่ยนสัดส่วนเป็นอย่างอื่น เช่น สามี 60% ภริยา 40% ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ครับ เพราะมาตรา 57 ฉ กำหนดสำหรับปีภาษีนั้นๆ เท่านั้น แต่หากตกลงสัดส่วนกันไม่ได้ก็แบ่งครึ่งครับ
แต่เนื่องจากเงินได้มาตรา 40 (8) เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นเสียภาษีครึ่งปี (เงินได้พึงประเมิน 4 ประเภท ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ดังนั้นหากตอนยื่น ภ.ง.ด.94 ยื่นสัดส่วนเงินได้มาตรา 40 (8) สามี 20% ภริยา 80% ตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี ก็ต้องยื่นสัดส่วน สามี 20% ภริยา 80% เปลี่ยนสัดส่วนไม่ได้ เพราะอยู่ในปีภาษีเดียวกัน ถ้าอยากจะเปลี่ยนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนครับ
ไว้ครั้งหน้าเราจะคุยหลักเกณฑ์กันต่อเกี่ยวกับรูปแบบของการยื่นว่ามีแบบไหนได้บ้างต่อไปครับ
สำหรับผู้สนใจต้องการที่ปรึกษาทางการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333


