
เปิดมุมมอง...ลงทุนอาเซียน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ในปี 2558 การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะส่งผลต่อการทำการค้า การลงทุนของไทยอย่างมาก ซึ่งนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็พยายามหาลู่ทางเข้ามาทำธุรกิจในอาเซียน ขณะที่นักธุรกิจไทยเองก็มองหาช่องทางที่จะออกไปขยายการลงทุนในตลาดอาเซียนเช่นเดียวกัน
สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 40 ปี จึงได้จัดสัมมนาขึ้นในหัวข้อ “AEC กับมุมมองในการลงทุน” เจาะลึกประเทศไทยบนเส้นทางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อให้เปิดมุมมองของนักลงธุรกิจไทยที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในอาเซียน รวมถึงได้เรียนรู้การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยให้เข้ากับเออีซี
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามซีเมนต์ กรุ๊ป (เอสซีจี) กล่าวว่า ทุกประเทศในอาเซียนถือเป็นตลาดที่สำคัญ การลงทุนของเอสซีจีในอาเซียนเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียมากที่สุด มีพนักงานชาวอินโดนีเซียกว่า 6,000 คน โดยเอสซีจีได้เริ่มเน้นการขยายการลงทุนในอาเซียนตั้งแต่ปี 2554 มีการลงทุนอยู่ในอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และฟิลิปปินส์ มีบุคลากรชาวอาเซียนเข้ามาร่วมงาน 1 หมื่นคน
แต่ละประเทศในอาเซียนจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นแหล่งวัตถุดิบ และแรงงานที่สำคัญ ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ถือเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ เนื่องจากมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ดังนั้นการเข้าไปในอาเซียนจึงต้องพิจารณาดูจุดเด่น และความสามารถในแต่ละประเทศ ให้ดีว่าเหมาะสมกับกิจการใด
สิ่งที่เอสซีจีถือเป็นความท้าทายของการเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียน ได้แก่ ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม เนื่องจากมีพนักงานชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานในสัดส่วน 26% ซึ่งวัฒนธรรมของแต่ละประเทศค่อนข้างแตกต่าง จึงเน้นฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้มีมุมมองทำงานที่สอดคล้องกัน
ขณะเดียวกันการเข้าไปทำงานในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่จะมีหัวหน้างานเป็นคนไทยคอยควบคุมในเบื้องต้น แต่เมื่อทำงานจนครบวาระแล้ว จะพยายามสร้างคนท้องถิ่นให้ขึ้นมาดูแลแทน เพื่อเป็นช่องทางให้พนักงานท้องถิ่นได้มีโอกาสเติบโต แต่ละปีเอสซีจีใช้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท จัดอบรม สัมมนาให้แก่พนักงานทั่วภูมิภาค ทั้งยังต้องดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการถูกชุมชนต่อต้าน
ยงเกียรติ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการบริหาร บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กล่าวว่า บริษัทวางแผนที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียมีโอกาสเจริญเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันอัตราการใช้รถยนต์ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 47 คนต่อรถยนต์ 1 คัน ส่วนไทย 6 คน แต่เฉพาะกรุงเทพฯ 4 คน ดังนั้นตลาดอินโดนีเซียยังมีช่องทางอีกมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นอย่างแรกในการเข้าไปลงทุนอาเซียน คือ เทคโนโลยี โดยบริษัทได้เริ่มลงทุนทำวิจัยและพัฒนา 100 ล้านบาท เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์เอง เพราะในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง การใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ต่อมาคือ การเตรียมความพร้อมด้านการจัดการและบุคลากร หลังจากนั้นต้องเข้าไปสร้างตลาด สร้างเครือข่ายในแต่ละประเทศ และเข้าถึงลูกค้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง
ที่สำคัญบริษัทพยายามที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนยานยนต์เข้ามาเป็นสินค้าใหม่ เพื่อขยายการลงทุนต่างประเทศ จึงเน้นวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง แต่เมื่อมองโอกาสในอาเซียน จะพบว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีโอกาสเติบโตมาก โดยเฉพาะในแถบจีนตอนล่าง หรือกัมพูชา เวียดนาม พม่า เวียดนาม ยังไม่มีผู้ประกอบการยานยนต์เข้าไปตั้งฐานการผลิตรถยนต์ หรือชิ้นส่วนในพื้นที่นั้น หากผู้ประกอบการสนใจที่จะเข้าไปลงทุนเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ ก็มีโอกาส เพราะค่ายรถยนต์หลายค่ายก็มีแผนขยายลงทุนในจีน ขณะที่รถยนต์สัญญาชาติเกาหลียังไม่มีฐานผลิตในไทย หากไทยดึงดูดการลงทุนมาได้ น่าจะยิ่งเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปิดเออีซีจะส่งผลให้เอสเอ็มอีต่างประเทศไหลเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ทำให้เอสเอ็มอีไทยต้องปรับตัว







