posttoday
ความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

ความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

28 มกราคม 2556

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท นิสสัน ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 2 ในไทย โดยตั้งติดอยู่กับโรงงานเดิมที่บริเวณถนนบางนาตราด กม. 21 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีก 1.5 แสนคัน/ปี จากเดิมที่มีกำลังผลิตอยู่แล้ว 2.2 แสนคัน/ปี ขณะเดียวกันกำลังก่อสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ในประเทศไทยในบริเวณใกล้เคียงกัน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท นิสสัน ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 2 ในไทย โดยตั้งติดอยู่กับโรงงานเดิมที่บริเวณถนนบางนาตราด กม. 21 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีก 1.5 แสนคัน/ปี จากเดิมที่มีกำลังผลิตอยู่แล้ว 2.2 แสนคัน/ปี ขณะเดียวกันกำลังก่อสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ในประเทศไทยในบริเวณใกล้เคียงกัน

ปี 2555 นับว่าเป็นปีทองของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เนื่องจากมีการจำหน่ายรถยนต์มากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 1.4 ล้านคัน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นมากภายหลังจากที่ชะลอตัวลงในปี 2554 เนื่องจากอุทกภัย ประกอบกับได้รับแรงกระตุ้นจากโครงการรถคันแรกของภาครัฐที่คืนภาษีสรรพสามิตให้ผู้ซื้อรถสูงสุด 1 แสนบาท

ขณะเดียวกันไทยผลิตรถยนต์มากเป็นประวัติการณ์ 2.2 ล้านคัน แต่กำลังผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้ซื้อต้องรอส่งมอบหลายเดือน ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่เพิ่มกะการทำงาน จนปัจจุบันโรงงานหลายแห่งผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด การปรับปรุงเครื่องจักรบริเวณจุดที่เป็นคอขวดหรือ Bottleneck เพื่อเพิ่มกำลังผลิต จนถึงการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่

นอกจากนิสสันแล้ว โตโยต้าได้ก่อสร้างโรงงานใหม่ คือ โรงงานเกตเวย์แห่งที่ 2 ติดกับโรงงานเดิมที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นโรงงานขนาดใหญ่แห่งที่ 4 ของโตโยต้าในไทย รวมถึงลงทุน 1,500 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูการฟื้นสายการผลิตเดิมของบริษัท โตโยต้า ออโต้เวิคส (TAW) ที่พระประแดง เพื่อใช้ผลิตรถตู้ ทั้งรุ่นคอมมิวเตอร์ เวนจูรี และไฮเอซ กำหนดเป้าหมายผลิต 1.8 หมื่นคัน เพื่อจำหน่ายภายในประเทศทดแทนนำเข้าจากญี่ปุ่นและมาเลเซีย

ขณะเดียวกันไทยต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากอินโดนีเซีย โดยในปี 2555 ขณะที่ไทยส่งเสริมการจำหน่ายรถยนต์ภายใต้รถยนต์คันแรกจนยอดจำหน่ายรถยนต์มากเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลอินโดนีเซียกลับดำเนินนโยบายไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2555 กำหนดว่าการขายรถยนต์เงินผ่อนต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ 25% สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เนื่องจากต้องการป้องกันปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน ประกอบกับหวั่นเกรงว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนไม่สามารถรองรับรถยนต์ที่จะเพิ่มขึ้นมากได้

แต่นโยบายข้างต้นไม่สามารถลดความร้อนแรงของตลาดรถยนต์อินโดนีเซียลงได้ เนื่องจากประชากรมากมายถึง 240 ล้านคน จากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีคนชั้นกลางที่มีอำนาจซื้อสูงจำนวนมาก โดยในปี 2555 ยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินโดนีเซียเพิ่มมากถึง 24.8% ไปสู่ระดับมากเป็นประวัติการณ์ 1.12 ล้านคัน ขณะที่ยอดประกอบรถยนต์ของอินโดนีเซียอยู่ที่ระดับ 1 ล้านคัน ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประเทศไทย แต่มีศักยภาพเติบโตในอัตราสูงเช่นเดียวกันในอนาคต

อนึ่ง แนวโน้มในปี 2556 ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในไทยคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 1.2 ล้านคัน แต่ของอินโดนีเซียคาดว่าจะเติบโต 7.5% เป็น 1.2 ล้านคัน ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ของ 2 ประเทศใกล้เคียงกันมาก ทั้งนี้ คาดว่าไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดรถยนต์อินโดนีเซียจะแซงหน้าไทยอย่างถาวร ภายหลังจากที่เคยแซงหน้าไปแล้วเมื่อปี 2554 เมื่อครั้งไทยเผชิญกับน้ำท่วม ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียคาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคัน ภายในปี 2561

ปัจจุบันมีความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ในอินโดนีเซียอย่างท่วมท้นพอๆ กับไทย เป็นต้นว่า นิสสันประกาศเมื่อเดือน ก.ค. 2554 ลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตจากเดิม 5 หมื่นคัน/ปี เป็น 2.5 แสนคัน/ปี และก่อตั้งโรงงานประกอบเครื่องยนต์แห่งใหม่ที่โรงงานทางตะวันตกของเกาะชวา ส่วน GM ลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อพื้นฟูโรงงานประกอบรถยนต์เดิมในอินโดนีเซีย โดยจะมีกำลังผลิตเริ่มแรก 4 หมื่นคัน/ปี

ขณะที่ฮอนด้าประกาศเมื่อต้นปี 2555 ลงทุนหมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในอินโดนีเซีย ใกล้กับโรงงานเดิม เพื่อเพิ่มกำลังผลิตในอินโดนีเซียจากเดิม 6 หมื่นคัน/ปี เป็น 1.8 แสนคัน/ปี ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2555 บริษัท เดนโซ่ ของญี่ปุ่น ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานมูลค่า 3,300 ล้านบาท นับเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งที่ 3 ของบริษัทในอินโดนีเซีย จ้างงานเพิ่มเติม 1,700 คน

สิ่งที่จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศนโยบายผลิตรถยนต์รักษาสิ่งแวดล้อมที่มีราคาถูก (LowCost Green Cars LCGC) ที่มีสเปกใกล้เคียงกับรถยนต์อีโคคาร์ของไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น รถยนต์อีโคคาร์ตามสเปกของไทยอาจจะแปลงโฉมไปเป็นรถยนต์ LCGC ของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ เบื้องต้นกำหนดขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1.2 ลิตร ออกแบบให้ประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร รัฐบาลอินโดนีเซียกำหนดจะลดภาษีสรรพสามิตให้เพื่อให้จำหน่ายได้ในราคาถูก ซึ่งคาดว่าจะมีราคาจำหน่าย 33.5 แสนบาท โดยพยากรณ์ว่าตลาดรถยนต์แบบนี้ในอินโดนีเซียจะมีขนาดประมาณ 1.5 แสนคัน/ปี

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย