posttoday
เมย์แบงก์ธนาคารขั้นนำอาเซียน

เมย์แบงก์ธนาคารขั้นนำอาเซียน

28 มกราคม 2556

“ดาโต๊ะ ศรี อับดุล วาฮิด โอมาร์” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเมย์แบงก์ มาเลเซีย ธนาคารที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ได้มานำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนไทยที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

“ดาโต๊ะ ศรี อับดุล วาฮิด โอมาร์” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเมย์แบงก์ มาเลเซีย ธนาคารที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ได้มานำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนไทยที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

เมย์แบงก์เป็น 1 ใน 5 ธนาคารชั้นนำในอาเซียนและธนาคารอันดับหนึ่งในมาเลเซีย ข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2555 ถ้าเทียบกับธนาคารในอาเซียนทั้งหมด ยอดสินทรัพย์และสินเชื่อเป็นอันดับ 4 เป็นรองจาก ดีบีเอสแบงก์ โอซีบีซี และยูโอบี และอันดับสินเชื่อเป็นรองจาก ดีบีเอสแบงก์ ยูโอบี และโอซีบีซี

กำไรก่อนหักภาษีและส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอันดับ 5 รองจาก โอซีบีซี ดีบีเอสแบงก์ ยูโอบี และธนาคารรักยัต อินโดนีเซีย มาร์เก็ตแคปเป็นอันดับ 3 รองจาก ดีบีเอสแบงก์ และโอซีบีซี

เมย์แบงก์มีสำนักงานและสาขาทั่วอาเซียน 10 ประเทศ (รวมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ 2.52 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สินทรัพย์ 1.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 3 รองจาก ดีบีเอส และโอซีบีซี

เป็นธนาคารที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ถึง 399 สาขา 2,910 เอทีเอ็ม และลูกค้า 12 ล้านราย และเป็นธนาคารออนไลน์อันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 51% นอกจากนั้นยังมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดทั้งด้านสินเชื่อ เงินฝาก บัตรเครดิต และยูนิตปล่อยสินเชื่อ

ผลงานงวด 9 เดือนสิ้นสุด ก.ย. 2555 “วาฮิด” นำเสนอข้อมูลว่า ธนาคารมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรืออาร์โออี 16.3% เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 ที่มีอาร์โออี 15% ปี 2553 14.5% นับเป็นอาร์โออีที่สูงเกินค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ไทยและธนาคารพาณิชย์มาเลเซียที่มีค่าเฉลี่ยอาร์โออีประมาณ 15%

นอกจากนั้น อัตราการจ่ายเงินปันผลยังสูงกว่าในระดับประมาณ 40-60% ของกำไรสุทธิ (ตามกราฟ) โดยล่าสุดปี 2555 ที่จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลถึง 67.9% ของกำไรสุทธิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย

“เราใช้อัตราการจ่ายเงินปันผลเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาระดับเงินทุนและให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น”

“วาฮิด” กล่าวว่า ธนาคารมีนโยบายรุกการเติบโตทั้งจากธุรกิจปกติและซื้อกิจการเพื่อหวังเป็นธนาคารระดับสากล โดยอยากมีธนาคารพาณิชย์และต้องการเปิดสาขาในประเทศไทย ขณะนี้มีทางเลือกมากมายที่ธนาคารจะพิจารณา โดยจุดยืนสำคัญของธนาคารก็คือการเปิดสาขาในประเทศไทยให้ได้ภายในปี 2557 แต่ถ้ามีโอกาสที่น่าสนใจอื่นๆ ธนาคารก็จะพิจารณาทันที

เมย์แบงก์กำลังลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยการมุ่งหน้าเข้าควบรวมกิจการในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว

ด้านกิจการธนาคารพาณิชย์ในไทย “ยศพณ แสงนิล” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า เครดิตธนาคารไทยนั้นอยู่ที่ระดับ BBB ต่ำกว่าเครดิตธนาคารในสิงคโปร์และมาเลเซีย เนื่องมาจากปล่อยสินเชื่อต่างประเทศน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ธนาคารต่างประเทศที่เข้ามาเปิดสาขาและซื้อกิจการธนาคารในไทยนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าธนาคารขนาดใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ธนาคารยูโอบี และดอยช์แบงก์ ที่ล้วนแล้วแต่มีสาขาน้อยกว่า 200 แห่ง ไม่มากพอที่จะดำเนินธุรกิจสู้ธนาคารขนาดใหญ่ในไทย

นอกจากนั้น การเข้าซื้อกิจการธนาคารพาณิชย์ไทยนั้นทำได้ยาก เพราะทุกธนาคารล้วนผลประกอบการออกมาดีทั้งสิ้น และกลุ่มธนาคารไทยยังได้รับผลกระทบจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) น้อยอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ เมย์แบงก์เพิ่งจะเข้าครอบครองธนาคาร พีที อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย (บีเอ็นไอไอ) ไปไม่นาน และยังเข้าซื้อหุ้นธนาคารในเวียดนาม และปากีสถาน รวมไปถึงเข้าซื้อบริษัท กิมเอ็ง โฮลดิ้งส์ โบรกเกอร์ชื่อดังในสิงคโปร์ที่ยังผลให้ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กลายเป็น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ในที่สุด

สำหรับเมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจวาณิชธนกิจและโบรกเกอร์ที่มีสาขาใน 10 ประเทศ และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ครองความเป็นโบรกเกอร์อันดับ 1 ในไทยมาเป็นเวลา 11 ปี

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การรวมกิจการกับกิมเอ็ง เมย์แบงก์ได้มีการขยายสินค้าเพื่อให้บริการในตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ อนุพันธ์ และการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์

ในไทยได้เริ่มให้บริการการลงทุนส่วนบุคคลในปี 2555 เพื่อเป็นบริการให้คำแนะนำจัดการสินทรัพย์ให้ลูกค้าและนำเสนอทางเลือกในการลงทุนให้ลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังเริ่มให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์อีกด้วย

งวด 9 เดือนแรกปี 2555 เมย์แบงก์มีกำไรก่อนหักภาษีและส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 4,290 ล้านริงกิตเติบโต 18.1% สูงกว่ากลุ่มธนาคารและทั้งปี 2555 นักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 5,439 ล้านบาทและปี 2556 คาดว่าจะมีกำไร 5,949 ล้านบาทและให้ราคาเป้าหมายหุ้นนี้ 9.61 ริงกิต นักวิเคราะห์ 15 รายใน 30 รายแนะนำซื้อ 10 รายแนะนำถือและอีก 5 รายแนะนำขาย

รายได้ของเมย์แบงก์ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 เติบโต 14.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยรายได้จากค่าธรรมเนียมกองทุนเติบโต 14.9% จากทั้งรายได้จากธุรกิจธนาคารและธุรกิจวาณิชธนกิจ

รายได้จากค่าธรรมเนียมโดยรวมเติบโต 14.8% สินเชื่อเติบโต 12.4% สูงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมในมาเลเซียที่อยู่ที่ 11.2%

ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของกลุ่มงวด 9 เดือนแรกปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 2.41% จาก 2.4% ในครึ่งแรกปี 2555

สิ้นเดือน พ.ย. 2555 อัตราส่วนเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 15.4% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารในมาเลเซียใกล้เคียงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 1.49% ใกล้ธนาคารในมาเลเซียและไทย

ซิตี้กรุ๊ปแนะนำซื้อเมย์แบงก์ เนื่องมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3 ปี 2555 และคาดว่าจะมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นอีกในเดือน ก.พ. จากการที่คาดว่าจะมีข่าวดีหลังการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลมาเลเซียจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 เม.ย. หลังจากนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน โดยพรรครัฐบาลมีที่นั่งในสภารวม 138 ที่นั่ง หรือ 62% ของทั้งหมด 222 ที่นั่ง แต่ผู้ที่เริ่มมีสิทธิในการเลือกตั้งที่มี 22% ของจำนวน 13.1 ล้าน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2555 ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้

ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า คะแนนนิยมอย่างไม่เป็นทางการที่มีต่อ “นาจิบ ราซัค” นายกรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลผสมได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน เปิดทางให้พรรคฝ่ายค้านที่ประกาศจะทบทวนแผนการลงทุนของรัฐบาลปัจจุบันมีสิทธิชนะเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน