
เล็งขยายรับประกันพืชผลเพิ่ม
กองทุนภัยพิบัติตั้งทีมศึกษาข้าวโพดอ้อยมันสำปะหลัง
กองทุนภัยพิบัติตั้งทีมศึกษาข้าวโพดอ้อยมันสำปะหลัง
กองทุนภัยพิบัติเล็งช่วยเกษตรกร ขยายรับประกันเพิ่ม ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกองทุนฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการรับประกันภัยพืชผลในส่วนของประกันภัยข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานมาดูแลโดยเฉพาะ
“ตอนนี้ในส่วนของประกันภัยข้าวนาปีและนาปรังได้ทำเสร็จแล้ว รอเพียงเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเท่านั้น ซึ่งต้องได้ข้อสรุปก่อนฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึงได้เดือน พ.ค.นี้ แต่กองทุนก็อยากจะขยายไปยังพืชตัวอื่นด้วย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มากขึ้น และการคิดค่าเบี้ยก็คงเหมือนกับประกันภัยข้าวที่เกษตรกรออกส่วนหนึ่งและรัฐบาลออกส่วนหนึ่ง” นายสมชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลังว่าจะขยายการรับประกันไปยังพืชอื่นหรือไม่ ซึ่งถ้าทำแล้วมีประโยชน์กับเกษตรกรก็ควรดำเนินการ ที่สำคัญหากกองทุนเริ่มดำเนินการไปแล้ว และการรับประกันพืชผลมีความเข้มแข็งขึ้น บริษัทประกันก็จะเข้ามารับช่วงต่อและแข่งขันกันมากขึ้น
นายสมชัย กล่าวว่า อย่างกรณีการรับประกันภัยพิบัติ ในปีที่ผ่านมาก็มีผู้ทำประกันผ่านกองทุนประมาณ 56 แสนราย และไม่มีค่าสินไหมเกิดขึ้น ก็ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยต่อลดลง ซึ่งหากอนาคตภาคธุรกิจประกันภัยมีความแข็งแรงกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทางกองทุนก็อาจจะถอนตัวออกมา และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเหมือนเดิม แต่คาดว่าอย่างน้อยกองทุนยังต้องคงอยู่ต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาเรื่องการซื้อประกันภัยต่อ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือนนี้ และหากมีการซื้อประกันต่อเกิดขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็จะทำให้จ่ายค่าเบี้ยถูกลง
ทั้งนี้ ล่าสุดทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ทำหนังสือไปยังสมาคมประกันวินาศภัยเพื่อขอให้บริษัทประกันกลับมารับประกันภัยข้าวโพดให้กับลูกค้า ธ.ก.ส.เหมือนเดิม หลังจากได้หยุดไปเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกองทุนก็จะรอข้อเสนอจากสมาคมประกันวินาศภัยด้วย หรืออย่างกรณีของธนาคารออมสินที่มุ่งเน้นลูกค้ารายย่อยมาตลอดจนประสบความสำเร็จ และปัจจุบันก็มีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเข้ามาทำตลาดลูกค้ารายย่อยมากขึ้น
นายสมชัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องการซื้อประกันภัยต่อของกองทุนนั้น จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไม่มีค่าสินไหมเกิดขึ้น บางส่วนก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องซื้อประกันต่อแล้ว แต่บางส่วนก็เห็นว่าควรกระจายความเสี่ยงออกไป และให้ซื้อประกันต่อเพียงบางส่วนเท่านั้น ยิ่งช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งก็จะทำให้ค่าเบี้ยที่จ่ายออกไปถูกลง







