
พาณิชย์ตรึงราคาสินค้ารับมือค่าแรง
เมินต้นทุนเอสเอ็มอีเพิ่ม “พาณิชย์” สั่งตรึงราคาสินค้ารับมือขึ้นค่าแรง
เมินต้นทุนเอสเอ็มอีเพิ่ม “พาณิชย์” สั่งตรึงราคาสินค้ารับมือขึ้นค่าแรง
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 ม.ค.) รับทราบมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงและชะลอการปรับราคาสินค้า และกำกับดูแลราคาสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ให้ฉวยโอกาสปรับราคาเอาเปรียบผู้บริโภค และกักตุนสินค้า
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การปรับเพิ่มขึ้นค่าจากขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ 1 ม.ค.2556 ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 2-6% เช่น ผู้ผลิตสินค้าสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องหนัง แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น น้ำมันพืช สบู่ ผงซักฟอก ปูนซีเมนต์ และเหล็กเส้น เป็นต้น
กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอาจมีผลทางจิตวิทยา ทำให้ร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกปรับราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิดหากพบว่าร้านค้ามีพฤติกรรมฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
“การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2555 ผู้ประกอบการรายใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบ จึงต้องมีมาตรการติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า โดยอ้างการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ” นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าว
นพ.ทศพร กล่าวว่า แนวทางการดูแลสินค้า คือ ตรึงและชะลอการปรับราคาสินค้า โดยดูแลราคาสินค้า ณ โรงงาน 4 กลุ่ม คือ 1.สินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า 2.สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก 3.สินค้าที่ใช้วัตถุดิบทั้งในประเทศและนำเข้า และ 4.หมวดอาหารสด หากจำเป็นต้องปรับราคาจะพิจารณาให้ปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม สินค้าในหมวดอาหารสด เนื่องจากราคาขึ้นลงตามฤดูกาล จะมีการตรวจสอบราคาและเข้มงวดในการปิดป้ายราคา รวมทั้งประกาศราคาแนะนำ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามราคาจำหน่ายของตัวแทนจำหน่ายและผู้ค้าส่งให้เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับราคา ณ โรงงาน และการดูแลราคาจำหน่ายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ซึ่งกำหนดสินค้าที่ติดตามเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่ม Watch List กลุ่ม Priority Watch List และกลุ่มSensitive List
สำหรับมาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ 1.การกำหนดราคาจำหน่ายสูงสุด 2.การปรับราคาสูงขึ้นต้องได้รับอนุญาต 3.การให้แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บต้นทุน ค่าใช้จ่าย และ4.ห้ามไม่ให้กักตุน ปฏิเสธการจำหน่าย และประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม ส่วนมาตรการบริหาร จะขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้า และประกาศราคาแนะนำสินค้า
นพ.ทศพร ระบุว่า การเพิ่มค่าจ้างแรงงานทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลในส่วนต่าง ๆ เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการเพื่อลดภาระต้นทุนได้จากค่าแรงงานที่จ่ายเพิ่มขึ้นโดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ใช้แรงงานให้สูงขึ้นตาม ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
กระทรวงพาณิชย์ยังประเมินแนวโน้มราคาสินค้าในปี 2556 พบว่าสินค้าส่วนใหญ่มีราคาทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับปี 2555 เนื่องจากวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลิตสินค้าคาดว่าราคายังคงทรงตัว สำหรับปัจจัยอื่นๆ คาดว่าน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 100 -120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 28.50 - 32.50 บาทเหรียญสหรัฐ







