
วิกฤตหนี้ยุโรปจบปีนี้จี้รัฐลุยปฏิรูป ศก.ต่อเนื่อง
เอสแอนด์พี คาดปี 2556 จุดเปลี่ยนสำคัญยูโรโซน เชื่อพ้นวิกฤตหนี้ได้ หากสมาชิกเร่งงัดมาตรการแก้หนี้ อีซีบีตรึงดอกเบี้ยที่ 0.75%
เอสแอนด์พี คาดปี 2556 จุดเปลี่ยนสำคัญยูโรโซน เชื่อพ้นวิกฤตหนี้ได้ หากสมาชิกเร่งงัดมาตรการแก้หนี้ อีซีบีตรึงดอกเบี้ยที่ 0.75%
สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่า ยูโรโซนอาจหลุดพ้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะในปีนี้ หากชาติสมาชิกเดินหน้างัดมาตรการแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง
“ปี 2556 อาจเป็นปีตัดสินว่า ยุโรปจะสามารถก้าวพ้นวิกฤตหนี้ได้หรือไม่ ทว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะกลับคืนสู่ยุโรปอีกครั้งก็ต่อเมื่อชาติสมาชิกมีความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการลดหนี้สาธารณะและการลดยอดขาดดุลอื่นๆ” เอสแอนด์พี เผยในรายงานที่มีชื่อว่า “วิกฤตหนี้ยุโรปในปี 2556 : จุดเปลี่ยนที่สำคัญ”
อย่างไรก็ตาม เอสแอนด์พีเตือนว่า ยูโรโซนยังคงเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ดังนั้น เอสแอนด์พีจึงยังไม่สามารถปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเชิงลบของชาติสมาชิกได้
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกยูโรโซนเร่งดำเนินมาตรการแก้หนี้ที่ได้วางไว้ อาทิ กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) และภาษีธุรกรรมทางการเงิน หลังความคืบหน้าในนโยบายดังกล่าวยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นก่อนหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้มีการประชุมกำหนดนโยบายนัดแรกของปีนี้ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งอีซีบียังคงประกาศตรึงดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0.75% ต่อไป และยังไม่ออกมาตรการเศรษฐกิจใดๆ เพิ่มเติมแม้ว่าอัตราว่างงานของภูมิภาคได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 11.8% เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาก็ตาม
คริสเตียน ชูลท์ส นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเบอเรนเบิร์กแบงก์ กล่าว ไม่คาดหวังว่า อีซีบีจะมีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ในระหว่างการประชุมครั้งนี้ แม้อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนจะอยู่ในระดับต่ำและอัตราว่างงานจะพุ่งสูงเช่นนี้
ชูลท์สกล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญก็คือ มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี จะต้องส่งสัญญาณให้ตลาดทราบว่า ทางธนาคารพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคตหากเศรษฐกิจภูมิภาคยังคงย่ำแย่อยู่เช่นนี้ ซึ่งอีซีบีอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.ย. ทีเดียว
กระนั้นก็ตาม แม้อัตราว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงและเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนจะยังอยู่ในภาวะหดตัว แต่ทว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นบ้าง เห็นได้จากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) เดือน ธ.ค. ปรับตัวสูงสุดในรอบ 9 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจเยอรมนีที่ขยายตัวในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของรัฐบาลสเปนและอิตาลีอยู่ที่ราว 5% และ 4% ตามลำดับ หลังจากในช่วงปีที่ผ่านมาเคยพุ่งสูงแตะระดับอันตรายที่ 7%
“ตัวเลขที่แข็งแกร่งเหล่านี้ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีซีบีชะลอการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม” มาร์โค วัลลี จากธนาคารยูนิเครดิตแบงก์ กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของคาร์สเตน เบรสกี จากไอเอ็นจี ที่คาดว่า ตลอดทั้งปีนี้ธนาคารกลางยุโรปจะไม่งัดมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ดังเช่นนโยบายเข้าซื้อพันธบัตรของชาติยุโรปที่ประสบวิกฤตหนี้เมื่อปี 2555
ในส่วนของธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ 0.5% ต่อไป พร้อมกับคงวงเงินโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ 3.75 แสนล้านปอนด์ (ราว 18.7 ล้านล้านบาท)
วันเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ไอสแตต) และสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยุโรปจะโต 0% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ก่อนจะขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 2 โดยคาดว่า ยุโรปจะได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ในตลาดเกิดใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ







