
โต้"วายุภักษ์" ไม่ได้เข้าช้อนหุ้น ยืนยันเน้นลงทุนระยะยาว
เอ็มเอฟซี ยืนยัน “วายุภักษ์” ไม่ได้เข้าพยุงหุ้น ชี้รอบนี้ยังไม่ได้ซื้อ-ขาย เหตุเน้นลงทุนยาว เชื่อเงินฝรั่งรอซื้อหุ้นอีกเพียบ
เอ็มเอฟซี ยืนยัน “วายุภักษ์” ไม่ได้เข้าพยุงหุ้น ชี้รอบนี้ยังไม่ได้ซื้อ-ขาย เหตุเน้นลงทุนยาว เชื่อเงินฝรั่งรอซื้อหุ้นอีกเพียบ
นายศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี ในฐานะบริษัทบริหารจัดการกองทุนวายุภักษ์ 1 กล่าวว่า กองทุนวายุภักษ์ไม่ได้เข้าไปไล่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตามที่มีกลุ่มการเมืองกล่าวอ้าง โดยตั้งแต่หุ้นปรับตัวขึ้นมาในรอบนี้กองทุนยังไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้นใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากกองทุนมีลักษณะการลงทุนระยะยาว ไม่ได้ซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น ดังนั้นเมื่อมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพอร์ตรายวัน
“เห็นสัญญาณเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเอเชียมาตั้งแต่หลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 26 ก.พ.แล้ว และไม่ได้เข้ามาลงทุนเฉพาะในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ด้วย โดยขณะนี้ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย เป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุด เนื่องจากนักลงทุนเลี่ยงการเข้าลงทุนในจีนเพราะกังวลการออกมาตรการเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ” นายศุภกร กล่าว
นอกจากนี้ นายศุภกร เชื่อว่า แม้ว่าเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยจะได้กำไรจากค่าเงินและหุ้นบ้างแล้ว แต่หุ้นไทยคงไม่ปรับตัวลงแรง หากมีการขายทำกำไรระยะสั้นออกมาบ้าง เพราะส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว
“ทั้งนี้ จะเห็นว่าต่างชาติโยกเงินออกมาจากกองทุนรวมตลาดเงินในสหรัฐประมาณแสนล้านเหรียญสหรัฐ และปัจจุบันยังมีเงินอีกจำนวนมากในกองทุนนี้ โดยไหลเข้ามาในหุ้นไทยประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และตลอด 1 ปี ที่ผ่านมายังกลับมาไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่เท่ากับตอนที่เงินต่างชาติถอนออกไปจากหุ้นไทยประมาณ 1.6-1.8 แสนล้านบาท” นายศุภกร กล่าว
ขณะเดียวกัน อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยก็ยังไม่ถึง 12 เท่า ขณะที่เงินปันผลก็สูงจึงยังดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุน อีกทั้งต่างชาติได้คลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นายศุภกร กล่าวว่า สิ่งที่กังวลและต้องติดตามคือไตรมาส 2 นี้ อาจมีธนาคารกลางของหลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น อินเดียและมาเลเซีย เช่นเดียวกับไทยที่ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ส่งสัญญาณแล้วอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวเพิ่มขึ้น
“ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% หากดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% และรอบต่อไปหยุดขึ้นก็ไม่น่ากังวล แต่ถ้าขึ้นแล้วขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่ต้นทุนสูงขึ้น การเติบโตอาจลดลง” นายศุภกร กล่าว







