
หวั่นไทยถูกกีดกันทางการค้า
นโยบายรถคันแรกก่อมลพิษกลัวเจอคู่ค้าอ้างข้อรังเกียจ
นโยบายรถคันแรกก่อมลพิษกลัวเจอคู่ค้าอ้างข้อรังเกียจ
“ศูนย์วิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์” หวั่นรถคันแรกก่อมลพิษส่งผลเสียทำสินค้าไทยถูกกีดกันในอนาคต แนะภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนกำหนดเกณฑ์ทำลายรถเก่า
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า นโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาลที่คาดว่าจะมียอดใช้สิทธิกว่า 1.2 ล้านคัน นอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจรแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้สินค้าไทยต้องเผชิญกับปัญหาถูกกีดกันในอนาคต จากปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับเกณฑ์การควบคุมโควตาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในอนาคต
“ปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในอนาคตคู่ค้าจะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันสินค้าไทยได้ เพราะเขามองภาพรวมทั้งประเทศ โดยเชื่อว่าวิธีการแปลกๆ เช่นนี้จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ทดแทนการกีดกันทางภาษีที่จะค่อยๆ ลดบทบาทลงตามการเปิดเสรีการค้าของกลุ่มประเทศต่างๆ” นายเกียรติอนันต์ กล่าว
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดซึ่งสามารถทำได้ในขณะนี้ คือ 1.ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ 2.ภาครัฐจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาในการทำลายรถที่แน่นอน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีเกณฑ์ดังกล่าวทำให้มีจำนวนรถยนต์เก่าที่ก่อมลพิษสูงอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศ และ 3.ภาครัฐต้องเร่งสร้างจิตสำนึกให้คนในประเทศตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าแล้ว อีกปัญหาที่น่ากังวลมากสำหรับอนาคตของประเทศไทยคือภาวะโลกร้อน ซึ่งสถาบันด้านทรัพยากรโลก (WRI) ได้ประเมินว่า ภายใน 10 ปี อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะทำให้พื้นที่ทางการเกษตรของไทยจะมีผลผลิตลดลง 1525% ขณะที่จีนจะสามารถปลูกข้าวได้ทั้งประเทศ ขณะที่ออสเตรเลีย แคนาดา และรัสเซียบางส่วนจะสามารถปลูกข้าวได้เช่นกัน
“หากจีนปลูกข้าวได้มากขึ้น เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยจำนวนมากที่ไหลกลับไปสู่ภาคเกษตรในขณะนี้ได้รับผลกระทบ หากยังไม่พัฒนาเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ลดการพึ่งพาสารเคมี เราจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพสร้างมูลค่าเพิ่มและปรับพันธุ์พืชให้ทนร้อนได้ดีขึ้น ซึ่งภาครัฐต้องช่วย” นายเกียรติอนันต์ กล่าว







