posttoday
ประกันวินาศภัยหายสำลักน้ำ

ประกันวินาศภัยหายสำลักน้ำ

19 ธันวาคม 2555

ผลพวงจากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลบวกกับความตื่นตัวในการทำประกันภัยของประชาชนที่มีมากขึ้น

ผลพวงจากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลบวกกับความตื่นตัวในการทำประกันภัยของประชาชนที่มีมากขึ้น

โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

ส่งผลธุรกิจประกันวินาศภัยในปีนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากโดนพิษน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศเล่นงานอ่วมอรทัยไปเมื่อปีก่อน

คาดกันว่าเมื่อจบสิ้นปีนี้เบี้ยประกันวินาศภัยจะมีอัตราเติบโตถึง 22% หรือมีเบี้ย 1.7 แสนล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ได้เบี้ย 1.55 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ยอมรับว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยไม่เคยเติบโตสูงอย่างนี้มาก่อนและเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่มีอัตราเติบโตมากกว่า 20% ปีนี้จึงเป็นปีที่เติบโตสูงมากจริงๆ โดยเบี้ยที่คาดว่าจะถึง 1.7 แสนล้านบาทนั้น จะมาจากเบี้ยประกันรถยนต์ถึง 1 แสนล้านบาท เบี้ยประกันเบ็ดเตล็ด 5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2 หมื่นล้านบาท จะมาจากประกันอัคคีภัย ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลและประกันประเภทอื่นๆ

สาเหตุหลักๆ ก็แน่นอนต้องมาจากนโยบายรถคันแรกที่ทำให้ประกันชั้น 1 ขายดีไปด้วย นอกจากนี้ประชาชนมีความสนใจและต้องการทำประกันมากขึ้น รายได้แต่ละคนก็ดีขึ้น ทำให้ประกันภัยประเภทอื่น ทั้งประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) และประกันสุขภาพเติบโตตามไปด้วย ขณะเดียวกันอายุของคนไทยก็ยืนยาวขึ้น ทำให้ค่าเบี้ยเฉลี่ยโดยรวมสูงขึ้น จึงทำให้ภาพรวมดีขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของค่าสินไหมรวมในปีนี้ ก็ยังไม่เหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่ดีของธุรกิจประกันวินาศภัย หลังเจอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มา

ส่วนเรื่องค่าสินไหมน้ำท่วมนั้น ปัจจุบันได้มีการจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้ารายย่อยไปแล้วประมาณ 90% เหลือเฉพาะโรงงานใหญ่ๆ เท่านั้นที่ยังไม่จบ แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคาด ว่าปีหน้าหรืออย่างช้าต้นปี 2557 จะจ่ายสินไหมที่ค้างอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ได้หมด

ส่วนผลประกอบการโดยรวมของบริษัทประกันนั้น หากเป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมก็ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปีนี้ แต่บริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รายได้ก็ยังดีต่อเนื่อง เพราะภาพการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ถือว่าดีมาก ดอกเบี้ยในตลาดก็อยู่ในระดับที่ไม่ได้ลดลงรุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ ผลตอบแทนการลงทุนจึงน่าจะดีขึ้นด้วย

หากในปีที่ผ่านมาไม่มีน้ำท่วมเชื่อว่าผลประกอบการในปีนี้น่าจะดีกว่านี้แน่ ซึ่งผลจากน้ำท่วมก็ทำให้บริษัทประกันวินาศภัยต้องตั้งสำรองเพิ่มอีก 2 เท่าตัว จากเดิมที่คาดว่าจะเสียหายแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ก็เสียหายเพิ่มเป็น 4.8 แสนล้านบาท ทำให้บริษัทประกันวินาศภัยต้องมาตั้งสำรองเพิ่มตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องค่าสินไหม จากบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ หรือรีอินชัวเรอร์ อาจล่าช้าและส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระยะสั้นของบางบริษัทไปบ้างแต่ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศ มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก

สำหรับภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยในปีหน้านั้น คาดว่าจะมีอัตราเติบโตลดลงมาเหลือ 15% และเป็นครั้งแรกที่มีเบี้ยถึง 2 แสนล้านบาท โดยยังคงได้รับอานิสงส์ จากนโยบายรถยนต์คันแรกต่อเนื่องมาจากปีนี้ ที่ยังมียอดค้างส่งมอบรถอีกหลายหมื่นคัน บวกกับรายได้ของประชาชนเพิ่ม และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่คาดว่ายังไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน หากจะมีปัจจัยเสี่ยงบ้างก็คงมาจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป ที่จะมีมาตรการแก้ไขปัญหาทางการเงินได้กระเตื้องมากน้อยแค่ไหน ซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าปัจจัยการเมืองในประเทศเสียอีก

และสิ่งที่จะได้เห็นในปีหน้ามากขึ้น ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการควบรวมกิจการของบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่และการเตรียมตัวการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 แต่การควบรวมจะเห็นผลชัดเจนมาก ขึ้นก็คงเป็นปี 2557 ซึ่งหากบริษัทไหนมีต้นทุนที่ต่ำกว่าก็จะสามารถอยู่รอดในธุรกิจต่อไปได้และบางรายอาจจะเรียกค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมจากรีฯไม่ได้เต็มจำนวน

ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับรีฯเขาจะประเมินอย่างไร


ปีนี้ จึงเป็นอีกปีที่พลิกผันของธุรกิจประกันวินาศภัยให้เริ่มกลับมายืนได้อย่างมั่นคง หลังจากซวนเซไปเพราะพิษน้ำท่วมใหญ่

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน