
บาทแข็ง ด่องอ่อน ข้าวไทยพ่ายตลาดล่าง ตลาดบนก็แข่งเหนื่อย
8...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
การส่งออกข้าวไทยในรอบปี 2553 นอกจากจะต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด หลังจากหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ทั้งพม่า กัมพูชา เริ่มหันมาเป็นผู้ส่งออกข้าวแข่งขันกับไทยแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัจจัยครั้งสำคัญ ที่ส่งผลสะเทือนไปทั้งวงการข้าว หลังจากที่เวียดนามประกาศปรับลดค่าเงินด่องภายในประเทศ 2 รอบ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยกับเวียดนามยิ่งห่างชั้นกันมากขึ้น
ไม่นับรวมแรงกระทบจากปัจจัยค่าเงินบาทภายในประเทศ ที่กลับมาแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปี จาก 3334 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันราคาของข้าวไทยถูกลดทอนลงไปอีก จนมีการคาดการณ์กันว่าในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ ไทยอาจสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ให้กับเวียดนามแน่
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ทิศทางการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลำบากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาข้าว ข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันกับข้าวเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกได้ ยิ่งเมื่อเวียดนามปรับลดค่าเงินด่อง 2 รอบ รอบแรก ปรับลดค่าเงินด่องลงมา 5% รอบ 2 ปรับลดลงมา 34% ส่งผลให้ค่าเงินของไทยและเวียดนามห่างกัน 10% ขึ้นไป และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนภายในประเทศที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้นมาอีก ทำให้ขณะนี้ราคาข้าวไทยห่างราคาข้าวเวียดนามแล้ว 100 เหรียญสหรัฐ/ตันขึ้นไป ในข้าวชนิดเดียวกัน
ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน ราคาส่งออกข้าวขาวเวียดนามอยู่ที่ 350380 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวหอมมะลิไทย ส่งออกที่ 900 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวหอมเวียดนามส่งออกไม่เกิน 600 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ข้าวไทยส่งออกลำบากยิ่งขึ้น
“
ตลาดข้าวขาวไทยขณะนี้อยู่ในภาวะลำบาก เพราะข้าวขาวเวียดนามแย่งตลาดไปหมด ทั้งตลาดตะวันออกกลาง เช่น อิรัก ตลาดแอฟริกา เนื่องจากราคาข้าวเวียดนามถูกกว่าไทยมาก ผู้ซื้อก็ต้องการของถูกเป็นธรรมดา แม้ว่าคุณภาพข้าวไทยจะดีกว่าข้าวเวียดนามก็ตาม เราจึงเสียแชมป์ให้เวียดนามไปนานแล้ว” นายชูเกียรติ กล่าวอย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ไทยจะยังส่งออกข้าวในภาพรวมเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ เพราะตลาดข้าวนึ่งและข้าวหอมมะลิไทยยังดี แต่ในไม่ช้าหรือภายใน 3 ปี คาดว่าเวียดนามอาจส่งออกข้าวแซงไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกแทน เห็นได้จากการส่งออกข้าวของเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว เริ่มมีช่องห่างระหว่างไทยน้อยลง จากเดิมที่เวียดนามส่งออกข้าวประมาณ 45 ล้านตัน/ปี ขณะที่ไทยส่งออก 78 ล้านตัน/ปี ขณะนี้เวียดนามขยับมาส่งออก 6.2 ล้านตัน/ปี ไทยส่งออก 8.5 ล้าน/ปี
นายชูเกียรติ กล่าวว่า แนวโน้มที่เวียดนามจะส่งออกข้าวแซงไทยนั้นมีความเป็นไปได้สูง ขณะนี้เวียดนามได้ทำข้อตกลงกับกัมพูชาในการนำเข้าข้าวกัมพูชามาบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ส่วนผลผลิตข้าวเวียดนามทั้งหมดจะใช้ในการส่งออก รวมถึงตลาดข้าวหอมมะลิไทย ที่อาจสูญเสียตลาดให้กับข้าวหอมเวียดนาม
ขณะนี้ผู้นำเข้าตลาดข้าวหอม เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เริ่มหันไปนำเข้าข้าวหอมเวียดนามแทน อีกทั้งสหรัฐซึ่งเป็นตลาดนำเข้าข้าวหอมมะลิไทยอันดับต้น ก็มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมของตนเองในชื่อว่า แจสแมน เพื่อมาบริโภคภายในประเทศตนเอง และอาจจะหันมาส่งออกเป็นคู่แข่งไทยในอนาคต
จากสถานการณ์ขณะนี้ มีความเป็นไปได้ว่าปีนี้ไทยคงส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมายที่ 8.59 ล้านตัน คาดว่าจะส่งออกเหลือแค่ 8 ล้านตัน ถือว่ามากสุดแล้ว เนื่องจากข้าวเวียดนามแย่งตลาด และอินเดียที่คาดว่าจะนำเข้าข้าวมาบริโภคภายในประเทศยกเลิกการนำเข้า เพราะขณะนี้อินเดียมีสต๊อกข้าวเพิ่มขึ้นมาเป็น 22 ล้านตัน จากที่ประเมินปลายปีมีแค่ 9 ล้านตัน เพราะผลผลิตข้าวของอินเดียดีขึ้น หากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวไทย รวมทั้งปากีสถานและเวียดนามที่เริ่มมาทำตลาดข้าวนึ่งแข่งกับไทย จากปัจจุบันที่ไทยครองตลาดอยู่ จะยิ่งทำให้การแข่งขันข้าวไทยชะลอตัวลง
นายชูเกียรติ กล่าวว่า การลดต้นทุนการผลิตเป็นทางออกหนึ่งของการส่งออกข้าวไทยให้ยังรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกโลกไว้ได้ เพราะการแข่งขันด้านราคาไทยสู้ไม่ได้ ราคาข้าวไทยมีต้นทุนส่งออกสูงกว่าข้าวเวียดนามและหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซงราคา โดยใช้ระบบประกันทำให้ต้นทุนข้าวไทยสูงกว่า การจะทำให้ต้นทุนข้าวไทยลงมาและส่งออกในราคา 450 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่ากับต้นทุนข้าวเปลือกของเกษตรกรที่จะได้รับเหลืออยู่ที่ 6,000 บาท/ตัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลคงไม่ยินยอม
หากไม่สามารถทำตรงนี้ได้ อีกทางออกเมื่อแข่งขันทางด้านปริมาณไม่ได้ ก็ต้องแข่งขันทางด้านมูลค่าแทน โดยผู้ส่งออกไทยจะต้องปรับตัวด้วยการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีและการบริการ เพื่อจับตลาดข้าวระดับบนแทน โดยยังมีช่องทางเหลืออยู่ คือต้องเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และรักษาคุณภาพข้าวให้มีมาตรฐาน หากทำตรงนี้ได้ แม้ไทยจะส่งออกข้าวได้น้อยลง แต่ทางด้านมูลค่าจะเพิ่มสูงมาก คุ้มค่ามากกว่าการไปแข่งขันตัดราคา
“
เราต้องเน้นเรื่องการผลิต ฉีกหนีคู่แข่ง สร้างแบรนด์ข้าวไทยให้เป็นเกรดพรีเมียม ด้วยการลงทุนเทคโนโลยีและรักษาคุณภาพข้าว พร้อมกับเจาะไปในช่องการบริการ คือ ผลิตข้าวตามความต้องการของลูกค้า และเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ตรงนี้จะทำให้ข้าวไทยแข่งขันได้ในอนาคต” นายชูเกียรติ กล่าว






