posttoday
ธปท.กลัวเงินท่วมไทย

ธปท.กลัวเงินท่วมไทย

17 ธันวาคม 2555

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

จากตัวเลขเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาล่าสุดในเดือน ต.ค.นี้ ธปท.มั่นใจถึงขนาดระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีทิศทางการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ทั้งปีมีโอกาสที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยจะขยายตัวดีกว่าคาดที่ระดับ 5.8% จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 5.7%

ปัจจัยที่ดีขึ้นนี้มาจากการบริโภคในประเทศดัน มากกว่าการส่งออกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

แต่ความพยายามที่จะกู้วิกฤตเศรษฐกิจของมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) รวมทั้งจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมาตรการหลักคือการใส่เงินเข้ามาในระบบเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้ จากที่ติดหล่มหนี้เสีย

มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปทั้งโลก ซึ่งนักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศมองตรงกันว่า จะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องที่ ธปท.หนักใจมากที่สุดในการดำเนินนโยบายการเงินจากนี้ไป

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในภาวะนี้แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงให้ต้องกังวลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกให้ต้องติดตาม โดยเฉพาะในเรื่องเงินทุนต่างชาติไหลเข้าที่อาจจะมีมากขึ้น ยิ่งขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นที่กำลังมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ และพรรคที่น่าจะได้รับการเลือกตั้งก็ประกาศดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีก

ในภาวะเช่นนี้ ธปท.คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเงินทุนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงินโลกจะไหลเข้ามาที่ไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากญี่ปุ่นเองก็เป็นทั้งคู่ค้าและผู้ลงทุนสำคัญกับไทย การเปลี่ยนแปลงการทำนโยบายจำเป็นต้องติดตามดูในรายละเอียด

หาก ชินโซะ อาเบะ ผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ชนะการเลือกตั้งอีกครั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะมีการทำนโยบายเดิมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าในระบบต่อ ก็จะสร้างสภาพคล่องให้ระบบการเงินโลกอีก และสร้างความน่าปวดหัวให้ตลาดโลกอีกครั้ง

“สภาพคล่องในปัจจุบันก็เยอะอยู่แล้ว จากการทำนโยบายเพิ่มสภาพคล่องของสหรัฐที่ใช้นโยบายการเงินด้วยการเพิ่มสภาพคล่องมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจการว่างงาน” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

สำหรับสถานการณ์สภาพคล่องท่วมโลกเช่นนี้ ธปท.จะทำอะไรได้บ้างนั้น ประสาร กล่าวว่า สภาพคล่องที่สูงขึ้นก็คงวิ่งไปหาสินทรัพย์สภาพคล่องสูง รวมถึงลงทุนในตลาดหุ้นด้วย แต่การทำนโยบายการเงินของ ธปท.ขณะนี้ก็พยายามผ่อนคลายให้เงินลงทุนไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นๆ และถ้าทำให้เงินทุนไทยไหลเข้าออกสมดุลกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาก็คงไม่น่าห่วงมากนัก เพราะเท่าที่ติดตามดูในช่วงที่ผ่านมาเงินทุนไหลเข้าก็ยังไม่ได้เข้ามามากนัก แต่เรื่องนี้ก็ยังวางใจไม่ได้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ปัญหาเงินทุนไหลเข้าถือเป็นปัญหาที่ ธปท.ยังไม่สบายที่สุดในภาวการณ์นี้

ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินหรือการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในภาวะที่ ธปท.เองก็มองภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นกว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา แต่ถึงที่สุดเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าห่วงอยู่

ประสาร กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายหรือการประชุม กนง.ครั้งต่อไปอย่างไรนั้น ต้องติดตามดูก่อน เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรต่อยังฟันธงไม่ได้ ถึงพัฒนาการเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนก็ยังคงอยู่ แต่ช่วงนี้ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสูงกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินจึงน่าจะยังไปในทิศทางที่ผ่อนคลายอยู่ เพราะถ้าดูจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ระดับ 2.75% ก็ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อ คือ ถ้านำดอกเบี้ยนโยบายมาหักอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแล้วยังติดลบ หรืออัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบอยู่ ก็แสดงว่าดอกเบี้ยนโยบายยังผ่อนคลาย

ประสาร กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2556 ถือว่าลดความอึมครึมลง และเริ่มมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เชื่อว่าการเติบโตที่ระดับ 4.6% จากปีนี้ที่โตประมาณ 5.75.8% ไม่ใช่การเติบโตที่ลดลง เนื่องจากหากดูจากตัวเลขการเติบโตในปีนี้เทียบกับฐานการเติบโตที่ต่ำในปี 2554 ที่มีปัญหาน้ำท่วม แต่ในปี 2556 เทียบกับปี 2555 ถือเป็นการโตในระดับปกติ การโตที่ระดับ 4.6% จึงไม่ถือว่าต่ำ เพราะหากเฉลี่ยการเติบโตทั้งสองปีรวมกันหารเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ฉะนั้นการโตที่ 4.6% จึงถือว่าไม่เลว

อย่างไรก็ดี ถึงเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีขึ้น การก่อหนี้ก็ต้องดูให้พอประมาณ การก่อหนี้คงมีบ้าง แต่อย่าให้เกินเลย เพราะแม้ว่าการกู้เงินผ่านระบบสถาบันการเงินจะง่าย แต่ครัวเรือนหรือผู้บริโภคก็ควรใช้เท่าที่จำเป็น หรือควรมีการออมก่อนใช้ เช่นเดียวกับในระดับประเทศถึงระดับหนี้สาธารณะประเทศยังไม่สูง แต่ในระยะยาวก็ต้องดูให้เหมาะสม

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจในปีหน้าก็ต้องติดตามการปรับตัวของภาคธุรกิจที่จะปรับตัวรับมือกับต้นทุนค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาททั่วประเทศด้วย ซึ่ง ธปท.ก็หวังว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวได้ เนื่องจากในระยะต่อไปการเปิดประตูสู่เพื่อนบ้านในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็ถือเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน